Skip to main content

Enneagram คืออะไร? จากศาสตร์บุคลิกภาพ สู่ “แผนที่ชีวิต”

ถ้าคุณรู้ว่าตัวเองเป็นคนแบบไหนแล้ว แต่ยังไม่เข้าใจว่าทำไมตัวเองถึงใช้ชีวิตแบบนี้ซ้ำ ๆ… คุณอาจยังรู้จักตัวเองไม่ลึกพอ

เราอยู่ในยุคที่มีเครื่องมือมากมายช่วยบอกว่า “เราเป็นคนแบบไหน”

MBTI บอกว่าความถนัดของเราโน้มเอียงไปทางไหน
DISC บอกสไตล์การแสดงออก
แบบทดสอบบุคลิกภาพอีกมากมายช่วยจัดเราไว้ในหมวดหมู่ต่าง ๆ

และมันก็ดี

การมีภาษาไว้เรียกสิ่งที่อยู่ในตัวเรา ช่วยให้เราเข้าใจตัวเองและคนอื่นได้ง่ายขึ้น

แต่มีคำถามหนึ่งที่น่าสนใจกว่านั้น

แล้วอะไรอยู่เบื้องหลังสิ่งที่เราเป็น?

ทำไมบางคนถึงต้องทำทุกอย่างให้ดีจนตัวเองเหนื่อย?

ทำไมบางคนดูแลคนอื่นเก่งมาก แต่กลับไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร?

ทำไมบางคนประสบความสำเร็จมากมาย แต่ยังรู้สึกว่าตัวเอง “ไม่ดีพอ”?

ทำไมบางคนต้องควบคุมทุกอย่าง เพื่อให้รู้สึกปลอดภัย?

ทำไมบางคนหลีกเลี่ยงความขัดแย้งจนต้องกลืนความรู้สึกของตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า?

และที่สำคัญที่สุด—

ทำไมเราจึงยังทำสิ่งเดิม ทั้งที่บางครั้งก็รู้ดีว่ามันกำลังทำร้ายเรา?

ตรงนี้เองที่ Enneagram ชวนเราเดินเข้าไปลึกกว่าคำว่า “บุคลิกภาพ”


Enneagram ไม่ได้สนใจแค่ว่า “คุณทำอะไร” แต่สนใจว่า “คุณทำไปทำไม”

โดยทั่วไป Enneagram มักถูกอธิบายว่าเป็นระบบบุคลิกภาพ 9 แบบ แต่แก่นสำคัญของแนวคิดนี้ไม่ได้อยู่ที่การแบ่งคนออกเป็นเก้ากล่องเท่านั้น

Enneagram มองว่าแต่ละแบบมี รูปแบบการมองโลก แรงขับ ความกลัว ความต้องการ และวิธีรับมือกับชีวิต ที่แตกต่างกัน

นั่นหมายความว่า คนสองคนอาจทำสิ่งเดียวกันด้วยเหตุผลที่ไม่เหมือนกันเลย

คนหนึ่งทำงานหนักเพราะต้องการความสำเร็จ

อีกคนทำงานหนักเพราะกลัวว่าถ้าไม่เก่งพอ ตัวเองจะไม่มีคุณค่า

ภายนอกอาจดูเหมือนกัน

แต่โลกข้างในไม่เหมือนกันเลย

และบางที สิ่งที่กำหนดชีวิตเราอาจไม่ใช่สิ่งที่เราทำ แต่เป็นเหตุผลที่เราไม่รู้ตัวว่ากำลังทำสิ่งนั้น

นี่คือเหตุผลที่ Enneagram สามารถเป็นมากกว่า “แบบทดสอบบุคลิกภาพ”

มันสามารถเป็นเหมือน แผนที่สำหรับสังเกตตัวเอง


แล้วทำไมเราถึงติดอยู่ในรูปแบบเดิม ๆ?

ลองนึกถึงคนคนหนึ่งที่บอกว่า

“ฉันรู้ว่าฉันไม่ควรเอาใจคนอื่นขนาดนี้
แต่ฉันก็หยุดไม่ได้”

หรืออีกคนหนึ่งที่พูดว่า

“ฉันรู้ว่าต้องปล่อยงานให้ลูกน้องทำเอง แต่สุดท้ายก็กลับไปแก้ทุกอย่างอยู่ดี”

หรือ

“ฉันรู้ว่าไม่ควรคิดมาก แต่สมองมันหยุดไม่ได้”

คำถามคือ ถ้าเรารู้แล้วว่าไม่ควรทำ แล้วทำไมเรายังทำ?

เพราะมนุษย์ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยเหตุผลเพียงอย่างเดียว

เรายังมีความกลัว ความต้องการ ความทรงจำ ประสบการณ์เดิม และกลยุทธ์ในการเอาตัวรอดที่ทำงานอย่างรวดเร็วและอัตโนมัติ

ในมุมของ Enneagram สิ่งเหล่านี้สัมพันธ์กับ “แรงขับ” ที่อยู่เบื้องหลังพฤติกรรม เช่น ความต้องการได้รับการยอมรับ ความมั่นคง ความถูกต้อง ความสำเร็จ ความเป็นตัวของตัวเอง หรือการหลีกเลี่ยงสิ่งที่รู้สึกคุกคาม

ดังนั้น บางครั้งสิ่งที่เราเรียกว่า

“นิสัย”

อาจเป็นเพียง รูปแบบที่เราใช้ซ้ำจนชำนาญ

และเมื่อใช้มันมานานพอ เราก็เริ่มเข้าใจผิดว่า

“นี่แหละ ฉันเป็นคนแบบนี้”


จุดที่น่าสนใจที่สุดของ Enneagram จึงไม่ใช่ “ฉันเป็น Type ไหน?”

แต่คือ

“อะไรทำให้ฉันต้องเป็นแบบนั้น?”

นี่เป็นการเปลี่ยนคำถามเล็ก ๆ ที่อาจเปลี่ยนวิธีมองตัวเองไปมาก

จาก

ฉันเป็นคนขี้ควบคุม

เป็น

อะไรทำให้ฉันต้องควบคุม เพื่อให้รู้สึกปลอดภัย?

จาก

ฉันเป็นคนคิดมาก

เป็น

ฉันกำลังพยายามป้องกันตัวเองจากความไม่แน่นอนอะไร?

จาก

ฉันเป็นคนชอบเอาใจคน

เป็น

ฉันกลัวอะไร หากคนอื่นไม่พอใจฉัน?

จาก

ฉันเป็นคนทะเยอทะยาน

เป็น

ฉันกำลังวิ่งไปหาความสำเร็จ หรือกำลังวิ่งหนีความรู้สึกว่า “ฉันไม่ดีพอ”?

คำถามเปลี่ยนไป

และเมื่อคำถามเปลี่ยน การมองตัวเองก็เปลี่ยนตาม


จาก “การติดป้ายตัวเอง” สู่ “การสังเกตตัวเอง”

นี่อาจเป็นความแตกต่างที่สำคัญที่สุดระหว่างการใช้ Enneagramอย่างมีสติ กับการใช้มันแบบตื้น ๆ

การใช้แบบตื้นอาจกลายเป็น

“ฉันเป็น Type 1 ก็เลยเป็นคนแบบนี้”

“เขาเป็น Type 8 ก็เลยพูดแรง”

“เธอเป็น Type 7 ก็เลยอยู่ไม่สุข”

ฟังดูเหมือนเราเข้าใจตัวเองและคนอื่นมากขึ้น

แต่จริง ๆ แล้ว เราอาจเพียงแค่สร้าง ป้ายชื่อใหม่ขึ้นมาติดตัวเองและคนอื่น

และป้ายชื่อก็สามารถกลายเป็นกรงได้

ในทางกลับกัน หากใช้ Enneagram เป็นเครื่องมือสังเกตตัวเอง เราอาจเริ่มเห็นว่า

“อ๋อ… เวลาฉันรู้สึกไม่มั่นคง ฉันมักทำแบบนี้”

“เวลาถูกวิจารณ์ ฉันมีปฏิกิริยาแบบนี้”

“เมื่อรู้สึกว่าควบคุมสถานการณ์ไม่ได้ ฉันจะพยายามควบคุมคนรอบตัว”

ตรงนี้เองที่การรู้จักตัวเองเริ่มมีความหมาย

เพราะเราไม่ได้แค่รู้ว่า “ฉันเป็นใคร”

แต่เริ่มเห็นว่า

“ฉันกำลังทำอะไรกับตัวเองและคนรอบข้าง เมื่อฉันกลัว”


แล้ว Enneagram มีความเป็นวิทยาศาสตร์แค่ไหน?

คำถามนี้ควรถาม และไม่ควรถูกหลบเลี่ยง

Enneagram ได้รับความสนใจในงานด้านการพัฒนาตนเอง การทำงาน และความสัมพันธ์มาอย่างต่อเนื่อง และมีงานวิจัยบางส่วนพบความสัมพันธ์กับแนวคิดทางบุคลิกภาพอื่น รวมถึงมีงานศึกษาบางชิ้นที่พบประโยชน์ในด้านการเติบโตส่วนบุคคล

แต่ในขณะเดียวกัน หลักฐานทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับความน่าเชื่อถือและความตรงของ Enneagram ยังมีความหลากหลายและมีข้อจำกัด

การทบทวนงานวิจัยอย่างเป็นระบบจาก 104 กลุ่มตัวอย่างพบหลักฐานทั้งที่สนับสนุนและไม่สนับสนุนความน่าเชื่อถือและความตรงของระบบ และพบว่าหลักฐานสำหรับองค์ประกอบบางส่วนของทฤษฎี เช่น wings หรือการเคลื่อนระหว่าง Type ยังมีจำกัด

ดังนั้น Enneagram จึงไม่ควรถูกนำเสนอว่าเป็น เครื่องมือวินิจฉัยทางจิตเวช หรือเป็นคำตอบทางวิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์แล้วว่าอธิบายมนุษย์ได้ทั้งหมด

และยิ่งไม่ควรใช้ Type เป็นข้อสรุปตายตัวว่า

“คุณเป็นแบบนี้ เพราะคุณเป็น Type นี้”

แต่หากใช้มันในฐานะ กรอบสำหรับการสังเกตตนเอง การตั้งคำถาม และการทำความเข้าใจรูปแบบของเรา คุณค่าของมันอาจอยู่ตรงประสบการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างการเรียนรู้มากกว่าการได้ “คะแนน” จากแบบทดสอบ

เพราะท้ายที่สุดแล้ว ไม่มีแบบจำลองใดสามารถบรรจุความซับซ้อนของมนุษย์ทั้งคนลงในเก้าช่องได้


Enneagram จึงไม่ใช่ “คำตอบ” แต่อาจเป็น “คำถามที่ดีขึ้น”

บางทีเราอาจเข้าใจผิดว่า การรู้จักตัวเองคือการค้นหาคำตอบให้ได้ว่า

“ฉันเป็นคนแบบไหน?”

แต่การรู้จักตัวเองที่ลึกขึ้นอาจไม่ใช่การได้คำตอบเร็วขึ้น

อาจเป็นการกล้าถามคำถามที่เราเคยหลบเลี่ยง

ฉันกำลังพยายามพิสูจน์อะไร?

ฉันกลัวอะไรจนต้องใช้ชีวิตแบบนี้?

อะไรทำให้ฉันต้องการการยอมรับจากคนอื่นมากขนาดนี้?

จุดแข็งที่ฉันภูมิใจ กำลังกลายเป็นกับดักของฉันหรือเปล่า?

คนแบบไหนที่ทำให้ฉันโกรธเป็นพิเศษ และเขากำลังสะท้อนอะไรบางอย่างในตัวฉันหรือไม่?

ฉันกำลังเลือกชีวิต หรือกำลังตอบสนองต่อความกลัว?

คำถามเหล่านี้อาจไม่มีคำตอบทันที

แต่บางครั้ง การเติบโตไม่ได้เริ่มจากการรู้คำตอบ

มันเริ่มจากการกล้าหยุดโกหกตัวเอง


จาก “แผนที่บุคลิกภาพ” สู่ “แผนที่ชีวิต”

ลองมอง Enneagram ผ่าน 3 ชั้น

ชั้นแรก — ฉัน

ฉันมีรูปแบบอะไร?

ฉันคิดอย่างไร
รู้สึกอย่างไร
ตอบสนองอย่างไร
อะไรเป็นแรงขับของฉัน
และอะไรที่ฉันพยายามหลีกหนี

ชั้นที่สอง — เรา

รูปแบบของฉันส่งผลต่อคนอื่นอย่างไร?

ทำไมฉันถึงขัดแย้งกับคนบางประเภท
ทำไมฉันถึงคาดหวังบางอย่างจากคนรัก
ทำไมฉันถึงสื่อสารกับลูกน้องแบบหนึ่ง แต่กับหัวหน้าอีกแบบหนึ่ง

ชั้นที่สาม — การเลือก

และสุดท้าย

เมื่อฉันเห็นรูปแบบของตัวเองแล้ว ฉันจะทำอะไรกับมัน?

นี่อาจเป็นส่วนที่สำคัญที่สุด

เพราะการรู้ว่าเราเป็นคนอย่างไร ไม่ได้ทำให้เราเปลี่ยนโดยอัตโนมัติ

การรู้ว่าเราชอบควบคุม ไม่ได้ทำให้เราปล่อยวาง

การรู้ว่าเราต้องการการยอมรับ ไม่ได้ทำให้เราเลิกแสวงหาการยอมรับ

การรู้ว่าเรากลัวความล้มเหลว ไม่ได้ทำให้เรากล้าขึ้นทันที

แต่การ เห็นรูปแบบของตัวเองอย่างซื่อสัตย์ อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการมี “ทางเลือก” มากขึ้น

จากเดิมที่

ถูกกระตุ้น → ตอบสนองทันที

ค่อย ๆ กลายเป็น

ถูกกระตุ้น → เห็นตัวเอง → หยุด → เลือก

และช่องว่างเล็ก ๆ ระหว่าง “สิ่งที่เกิดขึ้น” กับ “สิ่งที่เราทำ” นั่นเอง อาจเป็นพื้นที่สำคัญของการเติบโตภายใน


บางทีเราไม่ได้ต้องการ “เป็นคนใหม่”

เราอาจเพียงต้องการ ไม่ถูกตัวเราแบบเดิมลากไปทุกที่

นี่คือเหตุผลที่ Enneagram น่าสนใจ

ไม่ใช่เพราะมันสามารถบอกเราได้อย่างแม่นยำว่า

“คุณคือใคร”

แต่เพราะมันอาจชวนให้เราถามว่า

“ตัวตนที่ฉันยึดถือมาตลอดชีวิต กำลังเป็นตัวฉันจริง ๆ หรือเป็นเพียงวิธีที่ฉันเคยเรียนรู้เพื่ออยู่รอด?”

และถ้าวันหนึ่งเรามองเห็นว่า

ความสมบูรณ์แบบไม่จำเป็นต้องเป็นเกราะของเราอีกต่อไป
การเอาใจคนไม่จำเป็นต้องเป็นราคาของการได้รับความรัก
ความสำเร็จไม่จำเป็นต้องเป็นหลักฐานว่าตัวเรามีคุณค่า
การควบคุมไม่จำเป็นต้องเป็นเงื่อนไขของความปลอดภัย
และการหลีกเลี่ยงความขัดแย้งไม่จำเป็นต้องเป็นวิธีรักษาความสัมพันธ์

บางทีสิ่งที่เกิดขึ้นอาจไม่ใช่การที่เรา “เปลี่ยนเป็นคนใหม่”

แต่คือการที่เรา กลับมาเป็นมนุษย์คนเดิมที่มีพื้นที่ให้เลือกมากขึ้น

Enneagram จึงอาจไม่ใช่แค่ศาสตร์ที่บอกว่า

“เราเป็นคนแบบไหน”

แต่อาจเป็น แผนที่ที่ช่วยให้เราเห็นว่า เราใช้ชีวิตอย่างไร ทำไมเราจึงใช้ชีวิตแบบนั้น และเรายังมีทางเลือกอื่นอีกหรือไม่

เพราะท้ายที่สุดแล้ว

การรู้จักตัวเองไม่ควรจบลงที่การติดป้ายว่า “นี่คือฉัน”

แต่น่าจะพาเราไปถึงคำถามที่เป็นอิสระกว่านั้นว่า

“ถ้าฉันไม่จำเป็นต้องเป็นฉันแบบเดิมตลอดไป
ฉันอยากใช้ชีวิตแบบไหน?”

นั่นอาจเป็นจุดที่การเรียนรู้ Enneagram เปลี่ยนจากการ รู้จักตัวเอง ไปสู่การ เข้าใจตัวเอง

และจากการเข้าใจตัวเอง ไปสู่การ มีอิสระจากตัวเองในแบบเดิม ๆ


หมายเหตุ: Enneagram เป็นกรอบแนวคิดเพื่อการทำความเข้าใจตนเองและความสัมพันธ์ ไม่ควรใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาทางสุขภาพจิต และหลักฐานวิจัยเกี่ยวกับระบบนี้ยังอยู่ระหว่างการพัฒนาและมีข้อจำกัดบางประการ


บทความที่เกี่ยวข้อง


Recommended Courses