คุณไม่ได้เกลียดงาน ไม่ได้เกลียดเพื่อนร่วมงาน และบางทีคุณก็ไม่ได้อยากลาออกด้วยซ้ำ แต่ทุกครั้งที่ต้องเดินเข้าที่ทำงาน สิ่งที่ทำให้คุณเหนื่อยที่สุดกลับเป็น “หัวหน้า”
หัวหน้าบางคนไม่ได้ตะโกนใส่ลูกน้อง บางคนไม่ได้ใช้อำนาจอย่างรุนแรง และบางคนดูเป็นคนดีมากเสียด้วยซ้ำ
แต่เมื่อเวลาผ่านไป คุณอาจเริ่มรู้สึกว่า “ทำไมการทำงานกับคนคนนี้ถึงทำให้ฉันเหนื่อยขนาดนี้?”
บางคนทำให้เรารู้สึกว่าไม่เคยทำดีพอ บางคนทำให้เรารู้สึกเป็นหนี้บุญคุณ บางคนทำให้เราต้องวิ่งตามเป้าหมายตลอดเวลา บางคนทำให้เราต้องคอยอ่านอารมณ์ บางคนไม่เคยบอกข้อมูลที่เราต้องรู้ บางคนตรวจสอบทุกอย่างจนรู้สึกว่าไม่เคยได้รับความไว้วางใจ บางคนเปลี่ยนแผนอยู่ตลอด บางคนพูดตรงจนกลายเป็นการทำร้าย และบางคนไม่เคยตัดสินใจอะไรเลย
สิ่งเหล่านี้อาจเป็น Toxic Pattern ที่เกิดขึ้นในความสัมพันธ์ระหว่างหัวหน้ากับลูกน้อง
และนี่คือจุดที่ Enneagram อาจช่วยให้เราเห็นบางอย่างที่ลึกกว่าคำว่า “หัวหน้าคนนี้เป็นคนแบบไหน”
ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า “Toxic Boss” ไม่ได้เท่ากับ “Enneagram Type”
ก่อนจะใช้ Enneagram เพื่อทำความเข้าใจหัวหน้า มีเรื่องสำคัญที่ต้องแยกให้ออก
คนไม่ได้ Toxic เพราะเป็นลักษณ์ใดลักษณ์หนึ่ง
Enneagram ไม่ได้บอกว่า “ลักษณ์ 8 เป็นหัวหน้าที่ชอบใช้อำนาจ” หรือ “ลักษณ์ 1 เป็นหัวหน้าที่ชอบจับผิด”
แต่ Enneagram ชวนให้เรามองลึกลงไปว่า อะไรคือแรงขับ ความกลัว และรูปแบบการป้องกันตัวที่อยู่เบื้องหลังพฤติกรรมของคนคนหนึ่ง
เมื่อมนุษย์อยู่ภายใต้ความเครียด ไม่ตระหนักรู้ตัวเอง หรือยึดติดกับวิธีรับมือแบบเดิม ๆ Pattern เหล่านั้นอาจแสดงออกในรูปแบบที่ส่งผลกระทบต่อคนรอบข้าง
หัวหน้าไม่ได้ Toxic เพราะเป็นลักษณ์นั้น แต่เมื่อ Pattern ของลักษณ์ทำงานโดยไม่รู้ตัว มันอาจกลายเป็นพฤติกรรมที่สร้างบาดแผลให้คนรอบข้างได้
ดังนั้น เป้าหมายของการใช้ Enneagram ไม่ควรเป็นการหา “ข้อเสียของหัวหน้า” เพื่อเอาไว้ตัดสินเขา
แต่คือการทำความเข้าใจว่า “กำลังเกิดอะไรขึ้นในความสัมพันธ์นี้?”
หัวหน้า Toxic 9 ลักษณ์ อาจทำให้ลูกน้องรู้สึกอย่างไร?
เมื่อมองผ่านกรอบ Enneagram เราอาจเห็นว่า แต่ละลักษณ์มีแรงขับภายในที่แตกต่างกัน และเมื่อแรงขับเหล่านั้นทำงานในด้านที่ไม่สมดุล ก็อาจสร้างรูปแบบความสัมพันธ์ที่แตกต่างกันออกไป
| ลักษณ์ | Pattern ที่อาจเกิดขึ้น | ลูกน้องอาจรู้สึก |
|---|---|---|
| ลักษณ์ 1 | ยึดติดความถูกต้อง จับผิด มาตรฐานสูง | “ฉันไม่เคยดีพอ” |
| ลักษณ์ 2 | ช่วยเหลือ คาดหวังความผูกพันหรือการตอบแทน | “ฉันกำลังติดหนี้บุญคุณหัวหน้าหรือเปล่า?” |
| ลักษณ์ 3 | มุ่งผลลัพธ์ ภาพลักษณ์ และความสำเร็จ | “ฉันมีค่าเท่ากับผลงานหรือเปล่า?” |
| ลักษณ์ 4 | อ่อนไหวทางอารมณ์ ต้องการความเข้าใจ | “ฉันต้องคอยอ่านใจหัวหน้าหรือ?” |
| ลักษณ์ 5 | ถอยห่าง เก็บข้อมูล สื่อสารน้อย | “แล้วฉันจะรู้ได้อย่างไรว่าต้องทำอะไร?” |
| ลักษณ์ 6 | กังวล ตรวจสอบ ตั้งคำถาม และระแวดระวัง | “หัวหน้าไม่ไว้ใจฉันใช่ไหม?” |
| ลักษณ์ 7 | มีไอเดียมาก เปลี่ยนเร็ว หลีกเลี่ยงข้อจำกัด | “แล้วงานเก่าที่ฉันทำอยู่ล่ะ?” |
| ลักษณ์ 8 | ตรง แข็งแรง เผชิญหน้า และใช้อำนาจ | “ฉันกล้าพูดความจริงกับหัวหน้าหรือเปล่า?” |
| ลักษณ์ 9 | หลีกเลี่ยงความขัดแย้ง ไม่ตัดสินใจ | “ทำไมไม่มีใครตัดสินใจสักที?” |
สิ่งสำคัญคือ ตารางนี้ไม่ได้หมายความว่า “หัวหน้าลักษณ์นี้ต้องเป็นแบบนี้” แต่เป็นการชวนสังเกตว่า เมื่อ Pattern บางอย่างทำงานมากเกินไป มันอาจส่งผลต่อคนรอบข้างอย่างไร
หัวหน้าลักษณ์ 1:
เมื่อความถูกต้องกลายเป็นแรงกดดัน
หัวหน้าลักษณ์ 1 อาจให้คุณค่ากับความถูกต้อง มาตรฐาน และการทำสิ่งต่าง ๆ ให้ดี
แต่เมื่อความต้องการทำสิ่งที่ถูกต้องกลายเป็นความยึดติด ลูกน้องอาจรู้สึกว่าทำดีแค่ไหนก็ยังไม่ดีพอ
งานที่ส่งไปแล้วอาจถูกแก้ รายละเอียดเล็ก ๆ อาจถูกทัก และคำชมอาจมีน้อยกว่าคำแนะนำว่าควรปรับอะไร
ลูกน้องจึงไม่ได้เหนื่อยเพราะงานยากเพียงอย่างเดียว แต่เหนื่อยเพราะไม่รู้ว่า “ต้องทำดีแค่ไหนถึงจะถูกต้องในสายตาหัวหน้า?”
การรับมืออาจเริ่มจากการเปลี่ยนคำถามจาก “พี่คิดว่างานนี้โอเคไหมครับ?” เป็น “สำหรับงานนี้ มี 3 เรื่องอะไรที่พี่ให้ความสำคัญที่สุดครับ?”
ความชัดเจนช่วยลดพื้นที่ของการตีความ และทำให้เราสามารถรับผิดชอบงานได้โดยไม่ต้องคอยเดาว่า “อะไรคือความถูกต้องที่หัวหน้าต้องการ”
อ่านต่อ: หัวหน้าลักษณ์ 1 เป็นแบบไหน? เมื่อความถูกต้องกลายเป็นความกดดัน
หัวหน้าลักษณ์ 2:
เมื่อความหวังดีกลายเป็นการควบคุม
หัวหน้าบางคนไม่ได้ควบคุมลูกน้องด้วยคำสั่ง แต่ใช้ความสัมพันธ์และการช่วยเหลือเป็นตัวเชื่อม
“พี่ช่วยเธอตั้งเยอะ”
อาจกลายเป็นประโยคที่ทำให้ลูกน้องรู้สึกว่า “ฉันกำลังติดหนี้บุญคุณหัวหน้าอยู่หรือเปล่า?”
วิธีรับมือคือเรียนรู้ที่จะขอบคุณความหวังดี พร้อมกับรักษาขอบเขตของตัวเอง
เช่น “ขอบคุณพี่มากครับ เรื่องนี้ผมขอลองจัดการเองก่อน ถ้าติดตรงไหนผมจะมาขอคำแนะนำครับ”
การขอบคุณไม่ได้หมายความว่าเราต้องตอบแทนด้วยการยอมทุกอย่าง
อ่านต่อ: หัวหน้าลักษณ์ 2 เป็นแบบไหน? เมื่อความหวังดีกลายเป็นการควบคุม
หัวหน้าลักษณ์ 3:
เมื่อความสำเร็จของหัวหน้ากลายเป็นภาระของลูกน้อง
หัวหน้าลักษณ์ 3 อาจให้ความสำคัญกับเป้าหมาย ผลลัพธ์ และความสำเร็จ
สิ่งที่เป็นพลังของผู้นำจึงอาจกลายเป็นแรงกดดัน เมื่อทุกอย่างถูกวัดด้วย Performance
ลูกน้องอาจเริ่มรู้สึกว่า “ถ้าฉันทำผลงานไม่ได้ ฉันก็ไม่มีคุณค่า”
การสื่อสารกับหัวหน้าลักษณะนี้อาจช่วยได้ด้วย เป้าหมาย ข้อมูล ทางเลือก และความเสี่ยง
แทนที่จะบอกเพียงว่า “ทำไม่ได้” ลองเสนอว่า “ถ้าต้องการผลลัพธ์นี้ภายในเวลานี้ เรามีสองทางเลือก และแต่ละทางมีความเสี่ยงแตกต่างกันครับ”
อ่านต่อ: หัวหน้าลักษณ์ 3 เป็นแบบไหน? เมื่อ KPI กลายเป็นแรงกดดัน
หัวหน้าลักษณ์ 4:
เมื่ออารมณ์ของหัวหน้ากลายเป็นสภาพอากาศของทีม
หัวหน้าลักษณ์ 4 อาจให้ความสำคัญกับความรู้สึก ความหมาย และการได้รับความเข้าใจ
แต่เมื่ออยู่ใน Pattern ที่ไม่สมดุล อารมณ์ของหัวหน้าอาจส่งผลต่อบรรยากาศของทั้งทีม
ลูกน้องอาจต้องเริ่มต้นวันด้วยคำถามว่า “วันนี้หัวหน้าอารมณ์ดีไหม?”
การเข้าใจอารมณ์ของหัวหน้าเป็นเรื่องหนึ่ง แต่การต้องรับผิดชอบต่ออารมณ์ของหัวหน้าเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
เราสามารถมี Empathy โดยไม่จำเป็นต้องกลายเป็น “ผู้จัดการอารมณ์” ของหัวหน้า
อ่านต่อ: หัวหน้าลักษณ์ 4 เป็นแบบไหน? เมื่ออารมณ์ของหัวหน้าส่งผลต่อทั้งทีม
หัวหน้าลักษณ์ 5:
เมื่อหัวหน้าไม่พูดอะไร แต่ลูกน้องต้องเดาทุกอย่าง
หัวหน้าลักษณ์ 5 อาจให้คุณค่ากับความรู้ ความเชี่ยวชาญ และพื้นที่ส่วนตัว
แต่เมื่อตัดขาดจากทีมมากเกินไป ลูกน้องอาจต้องทำงานโดยไม่มีข้อมูลหรือบริบทที่จำเป็น
สิ่งที่ช่วยได้คือการถามคำถามที่เฉพาะเจาะจง แทนคำถามกว้าง ๆ ที่ต้องใช้พลังในการตอบมาก
เช่น “ระหว่าง A กับ B พี่ให้น้ำหนักเรื่องเวลา หรือคุณภาพเป็นหลักครับ?”
อ่านต่อ: หัวหน้าลักษณ์ 5 เป็นแบบไหน? เมื่อหัวหน้าไม่สื่อสาร ลูกน้องต้องเดาใจ
หัวหน้าลักษณ์ 6:
เมื่อความกังวลกลายเป็นความไม่ไว้วางใจ
“แน่ใจนะ?”
“ตรวจแล้วใช่ไหม?”
“ถ้าเกิดปัญหาขึ้นมาล่ะ?”
คำถามเหล่านี้อาจไม่ได้เกิดจากการไม่เชื่อใจคุณเสมอไป แต่อาจเป็นวิธีจัดการกับความกังวลของหัวหน้า
แต่ความกังวลของคนหนึ่ง สามารถกลายเป็นความกดดันของทั้งทีมได้
วิธีรับมือคือเตรียม ข้อมูล หลักฐาน และแผนสำรอง เพื่อทำให้การสนทนาอยู่บนข้อเท็จจริงมากกว่าความกลัว
อ่านต่อ: หัวหน้าลักษณ์ 6 เป็นแบบไหน? เมื่อความระแวงกลายเป็นการตรวจสอบ
หัวหน้าลักษณ์ 7:
เมื่อไอเดียใหม่ของหัวหน้ากลายเป็นงานใหม่ของลูกน้อง
วันจันทร์อาจมีโปรเจกต์ A วันพุธมีไอเดีย B และวันศุกร์อาจมีไอเดีย C
ปัญหาไม่ใช่การมีไอเดีย แต่คือเมื่อทุกไอเดียกลายเป็นภาระใหม่ของทีม โดยไม่มีการจัดลำดับความสำคัญ
การรับมืออาจใช้คำถามง่าย ๆ 3 ข้อ
- เราจะทำไหม?
- ถ้าทำ เราจะหยุดอะไร?
- ใครรับผิดชอบ และเสร็จเมื่อไร?
เพราะ ไม่ใช่ทุกไอเดียจำเป็นต้องกลายเป็นงานของทีม
อ่านต่อ: หัวหน้าลักษณ์ 7 เป็นแบบไหน? เมื่อไอเดียใหม่กลายเป็นภาระของลูกน้อง
หัวหน้าลักษณ์ 8:
เมื่อความตรงไปตรงมากลายเป็นความรุนแรง
“ฉันพูดตรง ๆ เพราะฉันหวังดี”
ประโยคนี้ฟังดูดี แต่คำถามคือ ความตรงของหัวหน้ากำลังทำให้ทีมกล้าพูดความจริงน้อยลงหรือไม่?
หัวหน้าลักษณ์ 8 ในด้านที่ไม่สมดุลอาจเผชิญหน้าอย่างรุนแรง ใช้อำนาจเพื่อผลักดันงาน และไม่รู้ตัวว่าคนรอบข้างกำลังรู้สึกกลัว
ลูกน้องจึงอาจเลือกเงียบ ไม่ใช่เพราะเห็นด้วย แต่เพราะไม่อยากมีปัญหา
วิธีรับมือคือการฝึก Assertiveness คือสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาโดยไม่ตอบโต้ด้วยความก้าวร้าว
เช่น “ผมรับ Feedback เรื่องงานได้ครับ แต่ถ้าคุยกันด้วยน้ำเสียงแบบนี้ ผมอาจรับสารได้ไม่ครบ เรากลับมาคุยกันเรื่องประเด็นงานได้ไหมครับ?”
อ่านต่อ: หัวหน้าลักษณ์ 8 เป็นแบบไหน? เมื่อความตรงกลายเป็นการใช้อำนาจ
หัวหน้าลักษณ์ 9:
เมื่อความใจเย็นกลายเป็นการไม่ตัดสินใจ
“อะไรก็ได้ครับ”
“เอาที่ทีมสะดวกเลย”
“เดี๋ยวค่อยคุยกัน”
ฟังดูเหมือนหัวหน้าที่ไม่สร้างปัญหา
แต่เมื่อไม่มีใครตัดสินใจ ปัญหาที่ไม่ได้รับการจัดการก็อาจสะสม และท้ายที่สุดลูกน้องอาจเป็นคนที่ต้องรับภาระของความไม่ชัดเจนนั้น
วิธีรับมือคือเปลี่ยนคำถามปลายเปิด ให้กลายเป็นทางเลือกที่ตัดสินใจได้
เช่น “ตอนนี้มี A กับ B ครับ ถ้าไม่มีข้อกังวล ผมขอเดินหน้า A ภายในวันพรุ่งนี้นะครับ”
อ่านต่อ: หัวหน้าลักษณ์ 9 เป็นแบบไหน? เมื่อความใจเย็นกลายเป็นการไม่ตัดสินใจ
แล้วถ้าหัวหน้าไม่รู้ตัวว่าเขากำลังสร้าง Toxic Pattern ล่ะ?
นี่อาจเป็นคำถามที่สำคัญที่สุด
เพราะในโลกของการทำงาน เราไม่ได้มีอำนาจเปลี่ยนแปลงทุกคนที่ทำให้เราลำบากใจ
เราอาจไม่สามารถทำให้หัวหน้าลักษณ์ 1 เลิกจับผิด ทำให้หัวหน้าลักษณ์ 6 เลิกกังวล ทำให้หัวหน้าลักษณ์ 8 พูดเบาลง หรือทำให้หัวหน้าลักษณ์ 9 กล้าตัดสินใจได้ทันที
ดังนั้นคำถามจึงเปลี่ยนจาก “ฉันจะเปลี่ยนหัวหน้าได้อย่างไร?” มาเป็น “ฉันจะอยู่กับสถานการณ์นี้อย่างไรโดยไม่สูญเสียตัวเอง?”
1. อย่าพยายามวิเคราะห์หัวหน้าเพื่อเอาชนะหัวหน้า
Enneagram ไม่ควรกลายเป็นอาวุธใหม่ในความสัมพันธ์
การพูดว่า “พี่เป็นลักษณ์ 8 ก็เลยชอบใช้อำนาจแบบนี้” ไม่ได้ช่วยให้ความสัมพันธ์ดีขึ้น
ตรงกันข้าม มันอาจทำให้เราเห็นหัวหน้าเป็น “ประเภทหนึ่ง” มากกว่ามองเห็นมนุษย์คนหนึ่งที่กำลังติดอยู่ใน Pattern ของตัวเอง
2. เรียนรู้ Pattern แต่ไม่ติด Label
ลองเปลี่ยนจาก “หัวหน้าฉันเป็นคนแบบนี้” เป็น “เวลาหัวหน้าอยู่ภายใต้แรงกดดัน เขามักตอบสนองแบบนี้”
ความแตกต่างของประโยคสองประโยคนี้สำคัญมาก
ประโยคแรกกำลังตัดสิน “ตัวตน” แต่ประโยคหลังมองเห็น “รูปแบบ”
และ Pattern คือสิ่งที่มนุษย์สามารถเรียนรู้ที่จะเปลี่ยนแปลงได้
3. เข้าใจเขา แต่ไม่ต้องยอมเขา
ความเข้าใจไม่ควรแลกมาด้วยการละทิ้งตัวเอง
เราอาจเข้าใจว่าหัวหน้าลักษณ์ 6 กลัวความผิดพลาด แต่ไม่ได้หมายความว่าเราต้องยอมให้เขาตรวจงานเรา 10 รอบ
เราอาจเข้าใจว่าหัวหน้าลักษณ์ 8 ต้องการความแข็งแรงและความตรงไปตรงมา แต่ไม่ได้หมายความว่าเราต้องยอมรับการดูถูกหรือการทำร้าย
การเข้าใจเหตุผลเบื้องหลังพฤติกรรม ไม่ได้แปลว่าเราต้องยอมรับพฤติกรรมนั้นทั้งหมด
4. ตั้งขอบเขตโดยไม่ต้องกลายเป็นศัตรู
การตั้งขอบเขตไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นด้วยการเผชิญหน้า
เราสามารถเริ่มจาก เห็น → เข้าใจ → สื่อสาร → ตั้งขอบเขต → ลงมือ
ตัวอย่างเช่น หากหัวหน้าตรวจงานซ้ำหลายครั้ง แทนที่จะพูดว่า “พี่จะยุ่งอะไรกับผมนักหนา”
อาจพูดว่า
“ผมเข้าใจว่าพี่อยากให้งานออกมาดีครับ เพื่อให้งานเดินต่อ ผมขอเสนอว่าเรากำหนดเกณฑ์สำคัญ 3 ข้อร่วมกัน แล้วหลังจากนั้นผมจะรับผิดชอบเต็มที่ครับ”
นี่คือการรักษาทั้ง ความสัมพันธ์ และ พื้นที่ของตัวเอง
5. อย่าปล่อยให้ Pattern ของหัวหน้ากลายเป็น Pattern ของเรา
นี่คือเรื่องที่เราอาจมองข้ามเมื่อพูดถึง Toxic Boss
เรามักถามว่า “หัวหน้ากำลังทำอะไรกับฉัน?”
แต่คำถามที่ลึกกว่านั้นคือ
“สิ่งที่หัวหน้าทำ กำลังทำให้ฉันกลายเป็นคนแบบไหน?”
เมื่ออยู่กับหัวหน้าที่จับผิด เราอาจกลายเป็นคนกลัวความผิดพลาด
เมื่ออยู่กับหัวหน้าที่ควบคุม เราอาจกลายเป็นคนไม่กล้าตัดสินใจ
เมื่ออยู่กับหัวหน้าที่ไม่ตัดสินใจ เราอาจกลายเป็นคนแบกทุกอย่างไว้คนเดียว
เมื่ออยู่กับหัวหน้าที่พูดรุนแรง เราอาจกลายเป็นคนเงียบ
เมื่อเวลาผ่านไป สิ่งที่น่ากลัวจึงอาจไม่ใช่เพียงการมี Toxic Boss แต่คือการที่ Pattern ของเขาค่อย ๆ กลายเป็น Pattern ของเรา
6. Enneagram ช่วยอะไรเราได้จริง?
หากใช้ Enneagram อย่างระมัดระวัง มันอาจช่วยให้เราเห็นสิ่งที่อยู่ลึกกว่าพฤติกรรม
- เห็น Pattern ที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ
- เข้าใจแรงขับและความกลัวที่อยู่เบื้องหลังพฤติกรรม
- สังเกต Trigger ของตัวเอง
- เข้าใจว่าคนแต่ละคนอาจมองโลกต่างกัน
- สื่อสารให้เหมาะกับความแตกต่าง
- เห็นว่าตรงไหนควรตั้งขอบเขต
- กลับมาสำรวจตัวเองแทนการเอาแต่โทษคนอื่น
Enneagram จึงไม่ได้จำเป็นต้องพาเราไปสู่คำตอบว่า “หัวหน้าฉันเป็นคนแบบไหน?”
แต่อาจพาเราไปสู่คำถามที่สำคัญกว่า “ฉันกำลังตอบสนองต่อหัวหน้าด้วยวิธีไหน?”
คำถามที่สำคัญที่สุด อาจไม่ใช่ “หัวหน้าฉันเป็นลักษณ์อะไร?”
เราอาจเริ่มต้นด้วยการอยากรู้ว่า หัวหน้าเป็น Enneagram ลักษณ์อะไร
แต่เมื่อเรียนรู้ลึกขึ้น เราอาจพบว่าคำถามที่สำคัญกว่าไม่ได้อยู่ที่หัวหน้าเลย
แต่อยู่ที่ตัวเรา
- หัวหน้าของฉันกำลังกลัวอะไร?
- ฉันกำลังกลัวอะไรเมื่ออยู่ต่อหน้าเขา?
- Pattern ของเขากำลังกระตุ้น Pattern อะไรในตัวฉัน?
- ฉันกำลังพยายามเปลี่ยนเขา หรือกำลังพยายามปกป้องตัวเอง?
- ฉันสามารถเข้าใจเขาโดยไม่ต้องยอมเขาได้หรือไม่?
- ฉันกำลังรักษาขอบเขตของตัวเองได้ดีแค่ไหน?
และสุดท้าย
ถ้าฉันเปลี่ยนหัวหน้าไม่ได้ ฉันจะเปลี่ยนวิธีที่ฉันอยู่กับสถานการณ์นี้ได้อย่างไร?
เพราะบางครั้งการเติบโตไม่ได้หมายความว่า เราต้องทำให้คนอื่นเปลี่ยน
แต่อาจหมายถึงการที่เรา เห็นตัวเองชัดขึ้น เข้าใจคนอื่นลึกขึ้น ตั้งขอบเขตได้ดีขึ้น และไม่ยอมให้ Pattern ของใคร กำหนดว่าเราจะต้องกลายเป็นใคร