Skip to main content

ทำไมเราถึงเป็นคนแบบนี้?

เมื่อเบื้องหลังพฤติกรรมมีแรงขับบางอย่างซ่อนอยู่

เคยไหม…ทั้งที่รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรบางอย่างซ้ำ ๆ และรู้ด้วยว่ามันทำให้เหนื่อย แต่ก็หยุดไม่ได้สักที?

รู้ว่าตัวเองไม่ควรคิดมาก แต่ก็คิด

รู้ว่าไม่จำเป็นต้องเอาใจทุกคน แต่ก็ยังปฏิเสธใครไม่ลง

รู้ว่าควรมอบหมายงานให้คนอื่น แต่สุดท้ายก็กลับมาทำเอง

รู้ว่าไม่ต้องพิสูจน์ตัวเองตลอดเวลา แต่พอมีใครมองว่าเราไม่เก่ง ก็อดไม่ได้ที่จะรีบพิสูจน์ว่าเขาคิดผิด

รู้ว่าควรพูดความรู้สึกของตัวเองออกมา แต่พอถึงเวลาจริงกลับเงียบ

แล้วเราก็มักสรุปง่าย ๆ ว่า

“ก็ฉันเป็นคนแบบนี้”

ประโยคสั้น ๆ ที่ดูเหมือนยอมรับตัวเอง แต่บางครั้งอาจเป็นประโยคที่ทำให้เราติดอยู่กับตัวเองแบบเดิมไปอีกนาน

เพราะบางทีสิ่งที่เราเรียกว่า “นิสัย” อาจไม่ใช่ตัวตนทั้งหมดของเรา

มันอาจเป็น รูปแบบที่เราเคยเรียนรู้เพื่อรับมือกับชีวิต

และเมื่อเราใช้มันซ้ำ ๆ มานานพอ เราก็ลืมไปแล้วว่า…

เราเคยเลือกมัน


เราไม่ได้ทำสิ่งต่าง ๆ เพียงเพราะ “เราเป็นคนแบบนั้น”

เวลามองพฤติกรรมของตัวเองหรือคนอื่น เรามักหยุดอยู่ที่สิ่งที่มองเห็น

เขาเป็นคนขี้ควบคุม

เธอเป็นคนเอาแต่ใจ

ฉันเป็นคน Perfectionist

เขาเป็นคนทะเยอทะยาน

เธอเป็นคนขี้เกรงใจ

เขาเป็นคนไม่ยอมรับความผิด

แต่คำอธิบายเหล่านี้บอกเพียงว่า “เกิดอะไรขึ้น”

ไม่ได้ตอบว่า

“ทำไมมันถึงเกิดขึ้น?”

ในทางจิตวิทยา บุคลิกภาพไม่ได้เกิดจากลักษณะนิสัยที่ติดตัวมาเพียงอย่างเดียว แต่สัมพันธ์กับความต้องการ เป้าหมาย ความเชื่อ ประสบการณ์ และวิธีที่คนเราเรียนรู้จะตอบสนองต่อโลกด้วย

ดังนั้น คนที่ดูเหมือน “ชอบควบคุม” อาจไม่ได้รักการควบคุมเป็นพิเศษ

เขาอาจกำลังพยายามสร้างความรู้สึกปลอดภัย

คนที่ดูเหมือน “ต้องเก่งตลอดเวลา” อาจไม่ได้หลงใหลความสำเร็จ

เขาอาจกำลังพยายามหนีความรู้สึกว่า ตัวเองไม่มีคุณค่า

คนที่ดูเหมือน “เอาใจคนอื่น” อาจไม่ได้เกิดมาเพื่อรับใช้ทุกคน

เขาอาจกำลังเรียนรู้มาตั้งแต่ไหนแต่ไรว่า

ถ้าฉันทำให้คนอื่นมีความสุข ฉันจะยังเป็นที่รัก

พฤติกรรมจึงเป็นเพียงปลายทาง

ข้างใต้พฤติกรรมอาจมีบางสิ่งกำลังขับเคลื่อนเราอยู่


บางทีสิ่งที่เราทำซ้ำ ๆ ไม่ได้เกิดจาก “นิสัย” แต่เกิดจาก “ความกลัว”

ลองนึกถึงคนคนหนึ่งที่ทำงานเก่งมาก

เขารับผิดชอบทุกอย่าง

แก้ปัญหาเก่ง

ไม่เคยปล่อยให้งานพลาด

ใคร ๆ ก็ชมว่าเป็นคนเก่งและไว้ใจได้

แต่สิ่งที่คนอื่นไม่เห็นคือ…

คืนไหนงานไม่เสร็จ เขานอนไม่หลับ

เวลามีคนทำงานพลาด เขาหงุดหงิดอย่างรุนแรง

เมื่อต้องส่งงานให้คนอื่น เขากังวลว่าจะไม่ได้มาตรฐาน

และเมื่อมีใครวิจารณ์ผลงาน เขาไม่ได้เพียง “รับ Feedback”

แต่เหมือนมีบางอย่างข้างในกำลังถูกท้าทาย

“ถ้าฉันไม่ได้เก่งอย่างที่คิด แล้วฉันมีคุณค่าอะไร?”

นี่คือความแตกต่างระหว่างการมอง พฤติกรรม กับการมอง แรงขับ

ภายนอกคือคนทำงานเก่ง

แต่ภายในอาจมีความกลัวบางอย่างกำลังบอกว่า

“อย่าพลาด
อย่าอ่อนแอ
อย่าให้ใครเห็นว่าเราไม่ดีพอ”

และเมื่อความกลัวทำงาน เรามักไม่ได้หยุดเพื่อถามว่า “ฉันกลัวอะไร?”

เรากลับรีบทำสิ่งที่เคยทำมาตลอด

ทำให้ดีขึ้น

ทำให้มากขึ้น

ควบคุมมากขึ้น

พิสูจน์มากขึ้น

จนในที่สุด เราอาจประสบความสำเร็จในสิ่งที่ไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่า เรากำลังใช้มันเพื่อหลบหนีอะไร


Enneagram ชวนเราเปลี่ยนคำถาม

นี่คือส่วนที่น่าสนใจของ Enneagram

แทนที่จะถามเพียงว่า

“ฉันเป็นคนแบบไหน?”

มันชวนให้เราถามต่อว่า

“อะไรอยู่เบื้องหลังความเป็นฉันแบบนี้?”

Enneagram มองความแตกต่างของมนุษย์ผ่านทั้งรูปแบบบุคลิกภาพและแรงจูงใจที่อยู่เบื้องหลัง เช่น ความต้องการ ความกลัว และวิธีที่แต่ละคนพยายามรักษาความมั่นคงทางใจของตัวเอง

แต่ควรพูดอย่างตรงไปตรงมาว่า Enneagram ยังมีข้อถกเถียงด้านหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ งานทบทวนอย่างเป็นระบบจาก 104 กลุ่มตัวอย่างพบหลักฐานเรื่องความน่าเชื่อถือและความตรงของระบบในระดับที่ผสมกัน และหลักฐานขององค์ประกอบบางส่วนยังมีจำกัด

เพราะฉะนั้น เราไม่จำเป็นต้องมอง Enneagram เป็น “เครื่องสแกนจิตใจมนุษย์”

และไม่ควรใช้มันเป็นคำตัดสินว่า

“คุณเป็น Type นี้ ดังนั้นคุณต้องเป็นคนแบบนี้”

สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือการใช้มันเป็น แผนที่สำหรับตั้งคำถามกับตัวเอง

เพราะบางครั้งคำถามที่ดี อาจมีประโยชน์มากกว่าคำตอบสำเร็จรูป


จาก “ฉันเป็นคนขี้ควบคุม” สู่ “ฉันกำลังพยายามควบคุมอะไร?”

ลองเปลี่ยนคำถามดู

“ฉันเป็นคน Perfectionist”

เป็น

“ฉันกลัวอะไร ถ้าสิ่งต่าง ๆ ไม่สมบูรณ์แบบ?”

“ฉันเป็นคนเอาใจคน”

เป็น

“ฉันรู้สึกอย่างไร เมื่อคนอื่นไม่พอใจฉัน?”

“ฉันเป็นคนทะเยอทะยาน”

เป็น

“ถ้าฉันไม่ประสบความสำเร็จ ฉันจะรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร?”

“ฉันไม่ชอบความขัดแย้ง”

เป็น

“ฉันกลัวอะไรจะเกิดขึ้น ถ้าฉันพูดความจริงของตัวเองออกไป?”

“ฉันต้องควบคุมทุกอย่าง”

เป็น

“ฉันรู้สึกอย่างไร เมื่อชีวิตไม่เป็นไปตามที่ฉันวางแผน?”

ทันทีที่คำถามเปลี่ยน

เราจะเริ่มเห็นสิ่งที่อยู่ใต้พฤติกรรม

และบางครั้ง สิ่งที่อยู่ตรงนั้นไม่ใช่ “คนแย่ ๆ” ที่ต้องกำจัด

แต่อาจเป็น ส่วนหนึ่งของเราที่กำลังพยายามปกป้องเรา


เราอาจไม่ได้ต้องการเปลี่ยนตัวเอง แต่ต้องการเข้าใจว่า “ตัวเองกำลังปกป้องอะไร”

นี่เป็นจุดที่การมองตัวเองด้วยความเมตตาสำคัญมาก

เพราะเมื่อเราพบว่า

“ฉันชอบควบคุม”

เรามักรีบตำหนิตัวเอง

“ฉันนี่แย่จริง ๆ”

เมื่อพบว่า

“ฉันต้องการให้คนอื่นยอมรับ”

เราก็อาจรู้สึกว่า

“ฉันอ่อนแอจัง”

เมื่อพบว่า

“ฉันอิจฉาคนอื่น”

เราก็รีบผลักความรู้สึกนั้นออกไป

แต่การเยียวยาไม่ได้เริ่มจากการด่าตัวเองให้ดีขึ้น

มันอาจเริ่มจากการนั่งลงข้างตัวเองแล้วถามว่า

“เธอพยายามปกป้องอะไรอยู่?”

บางทีคนที่ควบคุมมาก อาจกำลังปกป้องตัวเองจากความไม่แน่นอน

บางทีคนที่เอาใจคนอื่นมาก อาจกำลังปกป้องตัวเองจากการถูกปฏิเสธ

บางทีคนที่ต้องประสบความสำเร็จตลอดเวลา อาจกำลังปกป้องตัวเองจากความรู้สึกว่าไม่มีคุณค่า

บางทีคนที่หลีกเลี่ยงความขัดแย้ง อาจกำลังปกป้องความสัมพันธ์ที่เขากลัวจะสูญเสีย

เมื่อมองแบบนี้ พฤติกรรมที่เคยทำให้เราโกรธตัวเอง อาจกลายเป็นสิ่งที่เราเริ่มเข้าใจ

ไม่ใช่เพื่อบอกว่ามันถูกต้อง

แต่เพื่อเข้าใจว่า มันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร

เพราะสิ่งที่เราเข้าใจ เรามีโอกาสดูแล

ส่วนสิ่งที่เราเกลียด เรามักพยายามซ่อน

และสิ่งที่เราซ่อน มักกลับมาควบคุมเราในรูปแบบอื่น


“จุดแข็ง” ของเรา อาจเป็นกลยุทธ์เอาตัวรอดที่ประสบความสำเร็จ

นี่เป็นอีกเรื่องที่น่าคิด

เราเคยถูกสอนให้มองจุดแข็งเป็นเรื่องดีเสมอ

รับผิดชอบ = ดี

ขยัน = ดี

เสียสละ = ดี

เก่ง = ดี

กล้าตัดสินใจ = ดี

ประนีประนอม = ดี

แต่ถ้าเราใช้สิ่งเหล่านี้มากเกินไป?

ความรับผิดชอบอาจกลายเป็นการแบกทุกอย่าง

ความขยันอาจกลายเป็นการทำงานจนไม่เหลือชีวิต

ความเสียสละอาจกลายเป็นการละเลยตัวเอง

ความเก่งอาจกลายเป็นการไม่ยอมรับว่าตัวเองต้องการความช่วยเหลือ

ความกล้าตัดสินใจอาจกลายเป็นการไม่ฟังใคร

ความประนีประนอมอาจกลายเป็นการไม่มีเสียงของตัวเอง

นี่ทำให้คำถามว่า

“ฉันเก่งอะไร?”

อาจไม่เพียงพอ

เราอาจต้องถามเพิ่มว่า

“จุดแข็งของฉันกำลังรับใช้ชีวิต หรือกำลังรับใช้ความกลัวของฉัน?”


และนี่อาจเป็นเหตุผลที่บางคน “เปลี่ยนตัวเอง” มานับครั้งไม่ถ้วน แต่ยังกลับมาที่เดิม

เราอยู่ในยุคที่เต็มไปด้วยคำแนะนำให้พัฒนาตัวเอง

คิดบวก

ตื่นเช้า

มีวินัย

ตั้งเป้าหมาย

รักตัวเอง

วางขอบเขต

เลิก Toxic

เพิ่ม Productivity

แต่บางครั้งเราเอาวิธีพัฒนาตัวเองทั้งหมดมาวางทับบนปัญหา โดยไม่เคยถามว่า

“ปัญหานี้กำลังทำหน้าที่อะไรในชีวิตของฉัน?”

คนที่ควบคุมทุกอย่างอาจพยายามฝึก “ปล่อยวาง”

แต่ถ้ายังไม่เข้าใจว่าทำไมความไม่แน่นอนจึงน่ากลัว การปล่อยวางอาจกลายเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เขา “ต้องทำให้ถูก”

คนที่เอาใจคนอาจพยายามฝึก “รักตัวเอง”

แต่ถ้ายังเชื่อว่าความรักต้องแลกด้วยการเป็นคนดีสำหรับทุกคน การรักตัวเองก็อาจกลายเป็นโครงการใหม่ที่ต้องทำให้สำเร็จ

คนที่กลัวล้มเหลวอาจพยายามสร้าง Mindset ใหม่

แต่ถ้าความล้มเหลวยังถูกตีความว่า “ฉันไม่มีคุณค่า” ความกลัวก็ยังอยู่

เราไม่สามารถเปลี่ยนรูปแบบที่เราไม่เคยมองเห็นได้อย่างแท้จริง


จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง อาจไม่ใช่ “ทำให้ดีกว่าเดิม” แต่คือ “เห็นตัวเองให้ชัดกว่าเดิม”

ลองสังเกตตัวเองในชีวิตประจำวัน

ไม่ต้องแก้

ไม่ต้องตัดสิน

เพียงสังเกต

เมื่อถูกวิจารณ์ ฉันทำอะไร?

เมื่อคนอื่นไม่เห็นด้วย ฉันรู้สึกอย่างไร?

เมื่อถูกปฏิเสธ ฉันตอบสนองอย่างไร?

เมื่อสูญเสียการควบคุม ฉันทำอะไร?

เมื่อมีคนอื่นประสบความสำเร็จ ฉันรู้สึกอย่างไร?

เมื่อไม่มีใครต้องการความช่วยเหลือจากฉัน ฉันรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าหรือไม่?

เมื่อฉันทำผิด ฉันพูดกับตัวเองอย่างไร?

นี่ไม่ใช่การจับผิดตัวเอง

มันคือการเริ่มเห็น Pattern

และเมื่อเห็น Pattern บ่อยขึ้น เราอาจเริ่มจับช่วงเวลาสั้น ๆ ระหว่าง

สิ่งที่เกิดขึ้น

กับ

สิ่งที่เราตอบสนอง

ตรงช่องว่างเล็ก ๆ นั้นเองที่ทางเลือกเริ่มเกิดขึ้น


จาก “ปฏิกิริยาอัตโนมัติ” สู่ “การมีทางเลือก”

บางทีการเติบโตไม่ได้หมายความว่า

เราจะไม่โกรธอีก

ไม่กลัวอีก

ไม่ต้องการการยอมรับอีก

ไม่ควบคุมอีก

ไม่คิดมากอีก

มนุษย์ยังคงเป็นมนุษย์

เรายังมีความกลัว

ยังมีบาดแผล

ยังมีวันที่กลับไปเป็นตัวเองแบบเดิม

ความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญกว่าอาจเป็นการที่เราเริ่ม เห็นตัวเองเร็วขึ้น

เมื่อความกลัวมา เรารู้ว่า “นี่คือความกลัว”

เมื่ออยากควบคุม เรารู้ว่า “ตอนนี้ฉันกำลังพยายามสร้างความปลอดภัย”

เมื่ออยากเอาใจทุกคน เรารู้ว่า “ฉันกำลังกลัวการไม่เป็นที่รัก”

เมื่ออยากพิสูจน์ตัวเอง เรารู้ว่า “ฉันกำลังผูกคุณค่าของตัวเองไว้กับความสำเร็จ”

แล้วเราจึงมีโอกาสหยุด

หายใจ

และถามตัวเองว่า

“ฉันจำเป็นต้องตอบสนองแบบเดิมจริง ๆ หรือเปล่า?”

นี่อาจเป็นความหมายที่ลึกกว่าของการ “รู้จักตัวเอง”

ไม่ใช่รู้จักตัวเองเพื่อทำนายว่าเราจะทำอะไร

แต่รู้จักตัวเองจน เราไม่จำเป็นต้องทำตามตัวเองทุกครั้ง


Enneagram จึงอาจไม่ได้พาเราไปค้นพบว่า “ฉันเป็นใคร”

แต่อาจพาเราไปพบว่า

“ฉันใช้วิธีไหนในการอยู่รอดบนโลกใบนี้”

และเมื่อเราเห็นวิธีนั้นชัดขึ้น เราจะเริ่มเห็นทั้งข้อดีและราคาที่ต้องจ่าย

เห็นว่าความเข้มแข็งบางอย่างเคยช่วยเรา

แต่วันนี้อาจทำให้เราเหนื่อย

เห็นว่าการเป็นคนดีเคยทำให้เรามีที่ยืน

แต่วันนี้อาจทำให้เราไม่รู้ว่าเสียงของตัวเองอยู่ตรงไหน

เห็นว่าความสำเร็จเคยช่วยสร้างความมั่นใจ

แต่วันนี้อาจทำให้เราไม่สามารถหยุดพักโดยไม่รู้สึกผิด

เห็นว่าการไม่สร้างปัญหาเคยช่วยรักษาความสัมพันธ์

แต่วันนี้อาจทำให้เราต้องกลืนตัวเองลงไปเรื่อย ๆ

และเมื่อมองเห็นแบบนี้ เราไม่จำเป็นต้องเกลียดตัวเองในเวอร์ชันที่ผ่านมา

เพราะคนคนนั้นอาจกำลังทำดีที่สุดแล้ว

ด้วยทรัพยากรทางใจที่เขามีในเวลานั้น

สิ่งที่เราทำได้ในวันนี้จึงไม่ใช่การย้อนกลับไปด่าตัวเองในอดีต

แต่คือการบอกตัวเองว่า

“ขอบคุณนะที่เคยใช้วิธีนี้ปกป้องฉัน
แต่วันนี้เราอาจไม่จำเป็นต้องใช้มันหนักเท่าเดิมแล้ว”


เพราะสุดท้ายแล้ว คำถามที่สำคัญกว่า “ฉันเป็น Type ไหน?” คือ…

ฉันกำลังกลัวอะไร?

ฉันกำลังพยายามพิสูจน์อะไร?

ฉันกำลังปกป้องอะไร?

ฉันกำลังต้องการอะไรจากคนอื่น เพื่อที่จะรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า?

และที่สำคัญที่สุด—

ถ้าวันหนึ่งฉันไม่ต้องใช้วิธีเดิมเพื่อปกป้องตัวเองอีกแล้ว ฉันจะมีอิสระมากแค่ไหนที่จะใช้ชีวิตในแบบที่ฉันเลือกจริง ๆ?

Enneagram ไม่ได้ทำให้เรากลายเป็นคนใหม่ในชั่วข้ามคืน

และมันไม่ควรถูกใช้เป็นข้ออ้างว่า

“ฉันเป็นแบบนี้ เพราะฉันเป็น Type นี้”

ตรงกันข้าม การเรียนรู้ที่มีคุณค่าอาจนำไปสู่ประโยคที่ต่างออกไป

“ฉันเห็นแล้วว่าฉันมีรูปแบบแบบนี้”

และจากนั้นจึงค่อยถามว่า

“ฉันอยากใช้ชีวิตตามรูปแบบนี้ต่อไปแค่ไหน?”

เพราะการรู้จักตัวเองที่แท้จริง อาจไม่ใช่การหาคำตอบให้ได้ว่า

“นี่คือตัวฉัน”

แต่คือการมองตัวเองอย่างซื่อสัตย์พอที่จะพูดว่า

“นี่คือสิ่งที่ฉันเคยทำ
นี่คือสิ่งที่ฉันเคยกลัว
นี่คือวิธีที่ฉันเคยปกป้องตัวเอง
และจากวันนี้…ฉันอาจเลือกวิธีอื่นได้”

นั่นอาจเป็นจุดที่ การรู้จักตัวเอง ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็น การให้อิสระกับตัวเอง

ไม่ใช่อิสระจากความกลัวทั้งหมด

แต่อิสระจากการต้องเชื่อฟังความกลัวทุกครั้งที่มันพูด


หมายเหตุ: Enneagram เป็นกรอบหนึ่งสำหรับการสำรวจตนเองและความสัมพันธ์ ไม่ใช่เครื่องมือวินิจฉัยทางจิตเวช และหลักฐานเชิงวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับโครงสร้างและความตรงของระบบยังมีข้อจำกัดและผลการศึกษาที่หลากหลาย การใช้ Enneagram อย่างระมัดระวังจึงควรเน้นการสังเกต ตั้งคำถาม และทำความเข้าใจตนเอง มากกว่าการติดป้ายตัวเองหรือผู้อื่นแบบตายตัว


บทความที่เกี่ยวข้อง


Recommended Courses