Skip to main content

เราอาจไม่ได้เลือกไพ่ทั้งหมดที่ชีวิตแจกให้

แต่ Mindset มีอิทธิพลต่อวิธีที่เราเล่นไพ่ใบนั้น

 

ถ้าชีวิตเป็นเกมไพ่ เราคงต้องยอมรับความจริงข้อหนึ่งที่ไม่ค่อยยุติธรรมเท่าไรว่า เราไม่ได้เป็นคนเลือกไพ่ที่ได้รับ

บางคนเปิดไพ่มาเจอไพ่ดีตั้งแต่ต้น

เกิดมาในครอบครัวที่พร้อม มีคนรักและสนับสนุน ได้เรียนในโรงเรียนที่ดี มีต้นทุนทางสังคม มีโอกาสผิดพลาดและเริ่มต้นใหม่ได้หลายครั้ง

ขณะที่บางคนเปิดไพ่ใบแรกในชีวิต ก็ต้องเจอกับความยากจน ความรุนแรง ความสูญเสีย ความเจ็บป่วย หนี้สิน หรือครอบครัวที่ไม่ได้เป็นพื้นที่ปลอดภัย

บางคนใช้เวลาไม่กี่ปีสร้างชีวิตขึ้นมาได้อย่างมั่นคง

บางคนใช้เวลาทั้งชีวิต เพียงเพื่อพยายามทำให้ตัวเอง “อยู่รอด” ในแต่ละวัน

ถ้าเป็นเกมไพ่จริง ๆ เราอาจรู้สึกว่าเกมนี้ไม่แฟร์ตั้งแต่ยังไม่เริ่ม

และมันก็ไม่แฟร์จริง ๆ

เพราะชีวิตไม่ได้แจกไพ่ให้ทุกคนเท่ากัน

แต่มีเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจมากกว่านั้น

ไพ่ที่เราได้รับอาจไม่ได้อยู่ในอำนาจของเรา แต่สิ่งที่เราจะทำกับไพ่เหล่านั้น ในหลายสถานการณ์ ยังมีบางส่วนที่เราเลือกได้


คนสองคนอาจถือไพ่ไม่ต่างกัน แต่เลือกเล่นเกมคนละแบบ

คนหนึ่งเห็นไพ่ที่ไม่ดีแล้วคิดว่า “เกมจบแล้ว”

อีกคนอาจมองไพ่ชุดเดียวกันแล้วถามว่า “ถ้าเล่นอย่างระมัดระวัง ฉันยังพอทำอะไรได้บ้าง?”

นี่คือพื้นที่ที่คำว่า Mindset เข้ามามีความหมาย

ไม่ใช่ในความหมายว่า “คิดบวกแล้วชีวิตจะดี”

ไม่ใช่การหลอกตัวเองว่า “ทุกอย่างอยู่ที่เรา”

และไม่ใช่การบอกคนที่กำลังลำบากว่า “ถ้าชีวิตยังไม่ดี แปลว่ายังคิดไม่ดีพอ”

แต่เป็นการชวนกลับมามองว่า

เราอาจไม่ได้เลือกไพ่ทั้งหมดที่ชีวิตแจกให้ แต่ Mindset มีอิทธิพลต่อวิธีที่เราเล่นไพ่ใบนั้น


Mindset ไม่ใช่โชคชะตา และชีวิตก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ Mindset เพียงอย่างเดียว

คำว่า Mindset หรือ “กรอบความคิด” ถูกพูดถึงมากในโลกการทำงาน การพัฒนาตนเอง และการศึกษา

เรามักได้ยินคำว่า Growth Mindset, Positive Mindset หรือ Mindset ที่ดีอยู่เสมอ

จนบางครั้งมันถูกพูดเหมือนเป็นสูตรสำเร็จของชีวิต

คิดให้ดี แล้วชีวิตจะดี

เปลี่ยน Mindset แล้วทุกอย่างจะเปลี่ยน

ฟังดูง่าย

แต่ชีวิตจริงไม่ได้ง่ายแบบนั้น

คนที่กำลังตกงานไม่ได้ต้องการเพียง Mindset ใหม่ เขาอาจต้องการงาน

คนที่มีหนี้สินไม่ได้ต้องการเพียงการคิดบวก เขาอาจต้องการรายได้และโอกาสทางเศรษฐกิจ

คนที่อยู่ในความสัมพันธ์ที่ทำร้ายจิตใจไม่ได้ต้องการเพียงการเปลี่ยนมุมมอง เขาอาจต้องการความปลอดภัยและคนที่ช่วยเหลือเขาได้

คนที่เติบโตมาในความเหลื่อมล้ำไม่ได้มีปัญหาเพียงเพราะ “คิดแบบคนจน”

เพราะชีวิตมนุษย์ถูกกำหนดโดยปัจจัยมากมาย ทั้งครอบครัว เศรษฐกิจ สังคม สุขภาพ การศึกษา ความสัมพันธ์ โอกาส และเหตุการณ์ที่เราไม่สามารถควบคุมได้

ดังนั้น ถ้าจะพูดกันอย่างเป็นธรรม

Mindset ไม่ใช่ผู้กำหนดชะตาชีวิต

แต่มันเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อวิธีที่เรารับรู้ ตีความ ตัดสินใจ และตอบสนองต่อสิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิต


แล้ว Mindset คืออะไรกันแน่?

ลองนึกถึงแว่นตาคู่หนึ่ง

แว่นไม่ได้เปลี่ยนโลกที่อยู่ตรงหน้าเรา

แต่ทำให้เราเห็นโลกผ่านเลนส์บางอย่าง

Mindset ก็คล้ายกัน

มันคือกรอบความเชื่อ ความคิด และมุมมองที่เรามีต่อตัวเอง คนอื่น และโลก ซึ่งมีอิทธิพลต่อวิธีที่เราตีความสิ่งที่เกิดขึ้น

เหตุการณ์เดียวกันจึงสามารถมีความหมายแตกต่างกันสำหรับคนแต่ละคน

หัวหน้าเรียกลูกน้องไปคุย

คนหนึ่งคิดว่า

“ฉันต้องทำอะไรผิดแน่ ๆ”

อีกคนคิดว่า

“หรือมีอะไรที่ฉันควรเรียนรู้จากเรื่องนี้?”

ความจริงยังไม่เปลี่ยน

หัวหน้ายังไม่ได้พูดอะไรด้วยซ้ำ

แต่เรื่องราวในหัวของคนสองคนเริ่มเดินไปคนละทางแล้ว

และเมื่อความคิดต่างกัน อารมณ์ก็อาจต่างกัน

เมื่ออารมณ์ต่างกัน การตอบสนองก็อาจต่างกัน

เมื่อการตอบสนองต่างกัน ผลลัพธ์ที่ตามมาก็อาจต่างกัน

นี่คือเหตุผลที่ Mindset มีความสำคัญ

ไม่ใช่เพราะมันสามารถเสกให้ชีวิตเป็นอย่างใจได้

แต่เพราะมันมีอิทธิพลต่อ วิธีที่เราอยู่กับชีวิตที่เป็นจริง


Mindset ของเราไม่ได้เกิดขึ้นจากอากาศ

คำถามที่น่าสนใจกว่าการถามว่า “ฉันมี Mindset แบบไหน?” อาจเป็น

“แล้วฉันเรียนรู้ที่จะคิดแบบนี้มาตั้งแต่เมื่อไร?”

เพราะหลายสิ่งที่เราเชื่อเกี่ยวกับตัวเองในวันนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นวันนี้

มันอาจเริ่มตั้งแต่ตอนที่เรายังเป็นเด็ก

เด็กที่ถูกตำหนิทุกครั้งเมื่อทำผิด อาจเรียนรู้ว่า “การผิดพลาดเป็นเรื่องอันตราย”

เด็กที่ถูกเปรียบเทียบอยู่เสมอ อาจเรียนรู้ว่า “ฉันต้องเก่งกว่าคนอื่นจึงจะมีคุณค่า”

คนที่เคยไว้ใจแล้วถูกหักหลัง อาจเรียนรู้ว่า “อย่าไว้ใจใคร”

คนที่ต้องรับผิดชอบทุกอย่างตั้งแต่เด็ก อาจเรียนรู้ว่า “ฉันต้องพึ่งตัวเองเท่านั้น”

คนที่เคยถูกปฏิเสธซ้ำ ๆ อาจเรียนรู้ว่า “อย่าเป็นตัวเองมากเกินไป เพราะไม่มีใครยอมรับ”

ประสบการณ์เหล่านี้ค่อย ๆ กลายเป็นบทเรียน

และบทเรียนเหล่านั้นอาจกลายเป็นความเชื่อ

ความเชื่อกลายเป็นกรอบในการมองโลก

กรอบนั้นกลายเป็น Mindset ที่เราพกติดตัวโดยไม่รู้ตัว

สิ่งที่น่าคิดก็คือ Mindset หลายอย่างอาจเคยมีประโยชน์กับเราในช่วงเวลาหนึ่ง

การไม่ไว้ใจใครอาจเคยช่วยปกป้องเรา

การเข้มแข็งอาจเคยช่วยให้เราผ่านวันที่เลวร้ายมาได้

การพยายามทำทุกอย่างให้ดีที่สุดอาจเคยทำให้เราได้รับการยอมรับ

แต่สิ่งที่เคยช่วยเราในอดีต อาจไม่ได้เหมาะกับชีวิตในวันนี้เสมอไป

เหมือนเสื้อผ้าตัวเก่งที่เราใส่มาตั้งแต่เด็ก

มันอาจเคยพอดี

แต่เมื่อเราโตขึ้น มันอาจเริ่มคับโดยที่เราไม่รู้ตัว


เราจะรู้ได้อย่างไรว่า Mindset ของเราเป็นแบบไหน?

บางทีเราไม่จำเป็นต้องนั่งวิเคราะห์ตัวเองเป็นชั่วโมง

เพียงสังเกตตัวเองในช่วงเวลาที่ชีวิต “กดปุ่ม” บางอย่างในใจเรา

เวลาถูกตำหนิ เราพูดอะไรกับตัวเอง?

เวลาทำผิด เรามองตัวเองอย่างไร?

เวลามีความขัดแย้ง เรากลัวอะไร?

เวลามีโอกาสใหม่ ๆ เราคิดถึงอะไรเป็นอย่างแรก?

เวลาต้องตัดสินใจ เราถามว่า “ฉันต้องการอะไร?” หรือถามว่า “คนอื่นจะคิดอย่างไร?”

เวลาล้มเหลว เราคิดว่า

“ฉันล้มเหลว”

หรือ

“ครั้งนี้ฉันทำไม่สำเร็จ”

สองประโยคนี้ดูเหมือนต่างกันเพียงเล็กน้อย

แต่ประโยคแรกกำลังบอกว่า “ความล้มเหลวคือฉัน”

ขณะที่ประโยคหลังบอกว่า “ความล้มเหลวคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับฉัน”

เมื่อเราเริ่มสังเกตภาษาที่ใช้กับตัวเอง เราจะเริ่มเห็น Mindset ที่ซ่อนอยู่ข้างใน


บางทีสิ่งที่เราต้องเปลี่ยน ไม่ใช่ความคิด แต่คือความสัมพันธ์ที่เรามีกับความคิด

เวลาพูดถึงการเปลี่ยน Mindset เรามักคิดว่าเราต้องกำจัดความคิดเก่า แล้วแทนที่ด้วยความคิดใหม่

แต่ในชีวิตจริงมันอาจไม่ง่ายอย่างนั้น

ถ้าเราคิดว่า “ฉันไม่เก่ง” แล้วพยายามบังคับตัวเองว่า “ฉันเก่งที่สุด!”

ข้างในเราอาจไม่ได้เชื่อเลย

สิ่งที่อาจเป็นไปได้มากกว่าคือการหยุดและถามว่า

“ฉันแน่ใจแค่ไหนว่าฉันไม่เก่ง?”

“มีหลักฐานอะไรที่สนับสนุนความคิดนี้?”

“มีอะไรที่ไม่สอดคล้องกับความคิดนี้บ้าง?”

“ถ้าเพื่อนของฉันกำลังคิดแบบนี้ ฉันจะพูดอะไรกับเขา?”

จากนั้นเราอาจไม่ได้เปลี่ยนไปคิดว่า “ฉันเก่งทุกอย่าง”

แต่เปลี่ยนเป็น

“ฉันอาจไม่ได้เก่งเรื่องนี้ในตอนนี้ แต่ฉันสามารถเรียนรู้และพัฒนาตัวเองได้”

นี่อาจเป็นการเปลี่ยน Mindset ที่มีความเป็นจริงมากกว่า และไม่ต้องหลอกตัวเอง


ถ้าอยาก Reset Mindset ควรเริ่มอย่างไร?

คำว่า “Reset Mindset” ฟังเหมือนเราสามารถกดปุ่มแล้วเริ่มต้นใหม่ได้ทันที

แต่จิตใจมนุษย์ไม่ได้ทำงานแบบเครื่องคอมพิวเตอร์

เราไม่สามารถลบประสบการณ์เก่าออกได้ด้วยคำพูดหนึ่งประโยค

การเปลี่ยนแปลงจึงอาจเริ่มต้นด้วยสิ่งเล็กกว่านั้น

1. หยุดก่อน แล้วสังเกต

เมื่อมีเหตุการณ์มากระทบใจ อย่าเพิ่งรีบเชื่อทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในหัว

ลองถามว่า

“ตอนนี้ฉันกำลังคิดอะไร?”

เพียงเท่านี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นแล้ว

2. แยกข้อเท็จจริงออกจากเรื่องราวในหัว

หัวหน้าไม่ตอบข้อความ คือข้อเท็จจริง

“หัวหน้าเกลียดฉัน” คือการตีความ

เพื่อนยังไม่โทรกลับ คือข้อเท็จจริง

“ไม่มีใครเห็นความสำคัญของฉัน” คือเรื่องราวที่ใจสร้างขึ้น

การแยกสองสิ่งนี้ออกจากกัน ช่วยให้เรามีพื้นที่มากขึ้นก่อนที่จะตัดสินใจ

3. ถามว่า Mindset นี้เคยช่วยฉันอย่างไร

แทนที่จะโกรธตัวเองว่า “ทำไมฉันคิดแบบนี้?”

ลองถามว่า

“ความคิดนี้กำลังพยายามปกป้องฉันจากอะไร?”

คำถามนี้อาจพาเราไปพบต้นตอของความคิดที่ลึกกว่าการพยายามคิดบวก

4. สร้างทางเลือกใหม่ที่เชื่อได้

ไม่ต้องกระโดดจากความคิดสุดขั้วหนึ่งไปอีกขั้วหนึ่ง

จาก “ฉันทำไม่ได้”

อาจเป็น “ฉันยังไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร”

จาก “ฉันต้องทำทุกอย่างเอง”

อาจเป็น “ฉันอาจขอความช่วยเหลือบางเรื่องได้”

จาก “ฉันห้ามผิด”

อาจเป็น “ฉันผิดได้ และรับผิดชอบกับความผิดพลาดนั้นได้”

5. ทดลองใช้ Mindset ใหม่ในชีวิตจริง

การเปลี่ยน Mindset ไม่ได้เกิดจากการคิดเรื่องใหม่เพียงครั้งเดียว

มันต้องมีประสบการณ์ใหม่เข้ามาสนับสนุน

ถ้าเคยเชื่อว่า “ฉันต้องทำทุกอย่างเอง” ลองขอความช่วยเหลือเรื่องเล็ก ๆ

ถ้าเคยเชื่อว่า “ฉันปฏิเสธคนไม่ได้” ลองพูดว่า “ครั้งนี้ฉันไม่สะดวก”

ถ้าเคยเชื่อว่า “ความผิดพลาดแปลว่าฉันไม่มีความสามารถ” ลองมองความผิดพลาดหนึ่งครั้งเป็นข้อมูลสำหรับการเรียนรู้

การเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ เหล่านี้อาจค่อย ๆ สร้างหลักฐานใหม่ให้กับสมองว่า

“บางทีชีวิตอาจไม่ได้มีทางเดียวอย่างที่ฉันเคยคิด”


บางครั้ง เราอาจไม่ได้ต้องการ Mindset ใหม่ แต่ต้องการพื้นที่ใหม่

มีบางช่วงของชีวิตที่เราไม่ได้ขาดความพยายาม

เราไม่ได้ขาดความรู้

เราไม่ได้ขาด Mindset ที่ดี

เราเพียงแค่เหนื่อยเกินกว่าจะมองเห็นทางเลือก

บางครั้งเราต้องการใครสักคนที่ช่วยสะท้อนสิ่งที่เราอาจมองไม่เห็น

บางครั้งต้องการพื้นที่ปลอดภัยให้ได้พูดสิ่งที่ไม่เคยพูด

บางครั้งต้องการเรียนรู้เครื่องมือใหม่ในการเข้าใจตัวเอง

และบางครั้งสิ่งที่ช่วยให้เราเปลี่ยนแปลงได้ ไม่ใช่คำแนะนำอีกหนึ่งชุด แต่คือ ประสบการณ์ที่ทำให้เราเห็นตัวเองแตกต่างออกไป

นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมการเรียนรู้เรื่องตัวเองผ่านกระบวนการ เช่น การสะท้อนตนเอง การสนทนา การฟังอย่างลึกซึ้ง การทำงานกับความคิดและความรู้สึก หรือการเรียนรู้ร่วมกับผู้อื่น จึงอาจมีความหมายมากกว่าการรับความรู้เพียงอย่างเดียว

การเรียนรู้ในแนวทางของ เสมสิกขาลัย ก็ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์และการกลับมาเชื่อมโยงกับตัวเองและผู้อื่น เพื่อให้ความรู้ไม่ได้หยุดอยู่เพียงในหัว แต่สามารถนำกลับไปทดลองใช้กับชีวิตจริงได้


สุดท้ายแล้ว ชีวิตไม่ใช่เกมที่ทุกคนได้รับไพ่เท่ากัน

บางคนได้รับไพ่ที่ดี

บางคนได้รับไพ่ที่ยาก

บางคนได้รับไพ่ที่แทบไม่มีทางเล่น

และบางครั้ง เราเองก็อาจเคยได้รับไพ่ที่ดี แล้ววันหนึ่งชีวิตก็เปลี่ยนกติกาโดยไม่ถามเรา

ดังนั้น การบอกว่า “ทุกอย่างอยู่ที่ Mindset” อาจไม่ยุติธรรมกับชีวิตจริง

แต่การบอกว่า “ทุกอย่างถูกกำหนดไว้แล้ว เราทำอะไรไม่ได้” ก็อาจทำให้เราสูญเสียอำนาจบางส่วนที่เรายังมี

ระหว่างสองขั้วนี้ อาจมีพื้นที่เล็ก ๆ ที่สำคัญมาก

พื้นที่ที่บอกว่า

“ฉันไม่ได้เลือกไพ่ทั้งหมดที่ได้รับ แต่ฉันยังสามารถเรียนรู้ว่าจะเล่นไพ่เหล่านั้นอย่างไร”

บางครั้งเราอาจชนะ

บางครั้งเราอาจแพ้

บางครั้งอาจต้องยอมหมอบ

บางครั้งอาจต้องเปลี่ยนวิธีเล่น

และบางครั้ง สิ่งที่ดีที่สุดที่เราทำได้คือยอมรับว่าไพ่ใบนี้มันยากจริง ๆ แล้วขอให้ใครสักคนมานั่งข้าง ๆ เรา

ไม่ใช่เพื่อบอกว่า

“คิดดี ๆ สิ เดี๋ยวทุกอย่างก็ดีเอง”

แต่เพื่อบอกว่า

“เราไม่รู้ว่าเกมนี้จะจบอย่างไร แต่ลองดูด้วยกันไหมว่า จากไพ่ที่มีอยู่ตอนนี้ เรายังทำอะไรได้บ้าง”

บางทีการเปลี่ยน Mindset จึงไม่ได้หมายถึงการเปลี่ยนชีวิตให้เป็นอย่างที่เราต้องการ

แต่อาจหมายถึงการกลับมาค้นพบว่า แม้ชีวิตจะไม่ได้อยู่ในมือเราทั้งหมด แต่ชีวิตก็ไม่ได้พรากอำนาจในการเลือกของเราไปทั้งหมดเช่นกัน

และบางที นั่นอาจเพียงพอแล้วที่จะทำให้เราเริ่มเล่นไพ่ใบต่อไปอย่างแตกต่างจากเดิม


บทความที่เกี่ยวข้อง


Recommended Courses