Skip to main content

เติมแรงเติมใจให้ 'เดอะแบก' ในวันที่ชีวิตหนัก

ในวันที่ชีวิตหนัก คำแนะนำอย่าง

“ไปเที่ยวพักผ่อนสิ”
“หาเวลาไปทำสิ่งที่ชอบ”
“ให้รางวัลตัวเองบ้าง”
“ลองออกไปเปลี่ยนบรรยากาศ”

อาจเป็นคำแนะนำที่ดี

แต่สำหรับ “เดอะแบก” หลายคน มันอาจไกลจากชีวิตจริงเกินไป

เพราะคนที่กำลังดูแลพ่อแม่ป่วยติดเตียง อาจไม่มีเงินไปเที่ยว

คนที่กำลังทำงานหลายอย่างเพื่อประคองครอบครัว อาจไม่มีวันหยุด

คนที่มีหนี้ อาจไม่มีเงินเหลือสำหรับ “ให้รางวัลตัวเอง”

และบางคนไม่ได้ต้องการชีวิตที่หรูหราเลย

เขาเพียงอยากมีแรงพอที่จะ ตื่นขึ้นมาในวันพรุ่งนี้ แล้วทำหน้าที่ต่อได้

ดังนั้นคำถามอาจไม่ใช่

“ฉันจะทำอย่างไรให้ชีวิตมีความสุข?”

แต่อาจเป็น

“ในชีวิตที่ยังหนักแบบนี้ มีอะไรเล็ก ๆ ที่ช่วยเติมแรงให้ฉันได้บ้าง?”

เพราะบางครั้ง สิ่งที่ช่วยชีวิตเราในวันที่ยาก ไม่ใช่เรื่องใหญ่

แต่อาจเป็น ช่วงเวลาสั้น ๆ ที่ทำให้เรารู้สึกว่า ชีวิตไม่ได้มีแต่ภาระ


12 ก้าวเล็ก ๆ เติมพลังชีวิต

เพราะเดอะแบกจำนวนมากกำลังใช้เวลาทั้งชีวิต

ทอดทิ้งตัวเอง เพื่อทำหน้าที่ดูแลทุก ๆ คน

และหลงลืมไปว่า

“ฉันเองก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่ควรได้รับการดูแล”

ก้าวที่ 1 - สัมผัสแสงแดด 5 นาที โดยไม่ต้องทำอะไร

ไม่จำเป็นต้องไปสวนสวย

ไม่ต้องซื้ออุปกรณ์ออกกำลังกาย

แค่เปิดประตู เปิดหน้าต่าง หรือออกไปยืนหน้าบ้านสักครู่

รับแสงเช้า
มองท้องฟ้า
รู้สึกถึงลม
ฟังเสียงรอบตัว

แล้วไม่ต้องทำอะไรกับช่วงเวลานั้น

เพียงรับรู้ว่า

“ตอนนี้ฉันกำลังอยู่ตรงนี้”

สำหรับคนที่ใช้ชีวิตอยู่กับรายการสิ่งที่ “ต้องทำ” ตลอดเวลา การมีเวลาไม่กี่นาทีที่ไม่ต้องผลิตอะไร ไม่ต้องแก้ปัญหาอะไร อาจเป็นการพักที่มีค่ามาก

ก้าวที่ 2 - กินของที่ชอบสักอย่าง โดยไม่ต้องรู้สึกผิด

ไม่จำเป็นต้องเป็นอาหารราคาแพง

อาจเป็นกาแฟซอง
กล้วยหนึ่งลูก
ข้าวเหนียวหมูปิ้ง
ไข่เจียว
ขนมที่ชอบ

ประเด็นไม่ได้อยู่ที่อาหาร

แต่อยู่ที่การอนุญาตให้ตัวเองพูดว่า

“วันนี้ฉันจะให้สิ่งเล็ก ๆ ที่ฉันชอบกับตัวเอง”

โดยไม่ต้องมีเงื่อนไขว่า

“ต้องทำงานเสร็จก่อน”

“ต้องดูแลทุกคนเรียบร้อยก่อน”

“ต้องหาเงินได้มากพอก่อน”

เราไม่จำเป็นต้องทำอะไรให้สำเร็จเสียก่อน จึงจะสมควรได้รับความสุขเล็ก ๆ

ก้าวที่ 3 - อาบน้ำช้า ๆ สักครั้ง

สำหรับบางคน นี่อาจฟังดูธรรมดามาก

แต่ลองเปลี่ยนจากการอาบน้ำเพื่อ “ทำให้เสร็จ”

เป็นการอาบน้ำเพื่อ กลับมาอยู่กับร่างกาย

รู้สึกถึงน้ำที่ไหลผ่านศีรษะ
ไหลผ่านไหล่
ผ่านหลัง
ผ่านแขน

หายใจช้า ๆ

และพูดกับตัวเองว่า

“วันนี้เหนื่อยมามากแล้วนะ”

ไม่ต้องนั่งสมาธิ

ไม่ต้องทำ mindfulness อย่างเป็นทางการ

เพียงกลับมาอยู่กับร่างกายสักไม่กี่นาที

ก้าวที่ 4 - ฟังเพลงหนึ่งเพลงโดยไม่ทำงานไปด้วย

เดอะแบกจำนวนมากทำทุกอย่างพร้อมกัน

กินข้าวไปตอบข้อความ
เดินไปคิดเรื่องงาน
อาบน้ำไปคิดเรื่องเงิน
นอนอยู่บนเตียงแต่หัวกำลังประชุม

ลองเลือกเพลงหนึ่งเพลง

3–5 นาที

แล้วทำเพียงอย่างเดียว

ฟัง

ไม่ต้องคิดว่ามันช่วยอะไร

ไม่ต้องฝึก mindfulness

แค่ฟัง

บางครั้งสิ่งที่ใจต้องการไม่ใช่คำตอบ

แต่คือ ช่วงเวลาที่ไม่ต้องแก้ปัญหา

ก้าวที่ 5 - คุยกับคนที่ไม่ต้องการอะไรจากเรา

นี่อาจมีค่ามากกว่าการให้คำปรึกษาเสียอีก

หาใครสักคนที่เราสามารถพูดว่า

“วันนี้เหนื่อยมาก”

โดยไม่ต้องตามด้วย

“แต่ไม่เป็นไร”

ไม่ต้องอธิบายเหตุผล
ไม่ต้องพิสูจน์ว่าเรามีสิทธิ์เหนื่อย

เพียงให้ใครสักคนรับรู้ว่า

วันนี้เราหนัก

บางครั้งการได้รับการ “เห็น” ช่วยให้เรารู้สึกว่าเราไม่ได้กำลังแบกโลกอยู่คนเดียว

ก้าวที่ 6 - สร้าง “เรื่องดีเล็ก ๆ” ที่เกิดขึ้นทุกวัน

ชีวิตของเดอะแบกอาจเต็มไปด้วยเรื่องที่ต้องแก้

ดังนั้นลองตั้งใจสร้างเรื่องที่ ไม่ต้องแก้

เช่น

วันนี้ซื้อขนมชิ้นเล็ก ๆ
วันนี้เปิดเพลงเก่า
วันนี้เล่นกับหมา
วันนี้ลูบหัวแมว
วันนี้นั่งดูฝน
วันนี้ถ่ายรูปท้องฟ้า

ไม่ต้องมีประโยชน์

ไม่ต้องพัฒนาตัวเอง

ไม่ต้องสร้าง productivity

เพราะชีวิตไม่ได้มีคุณค่าเฉพาะตอนที่เรากำลังทำประโยชน์

ก้าวที่ 7 - ให้ตัวเองหัวเราะโดยไม่ต้องมีเหตุผล

ดูคลิปตลกสั้น ๆ

อ่านเรื่องขำ ๆ

ดูละครเก่า

คุยเรื่องไร้สาระกับเพื่อน

หัวเราะกับสัตว์เลี้ยง

เสียงหัวเราะไม่ได้แก้ปัญหาชีวิต

แต่มันเตือนเราว่า

“ฉันยังเป็นมนุษย์ที่สามารถรู้สึกอย่างอื่นได้ นอกจากความเครียด”

และนั่นมีความหมาย

ก้าวที่ 8 - ทำสิ่งหนึ่งให้ “พอใช้” แทนที่จะทำให้ดีที่สุด

นี่อาจเป็นพลังที่สำคัญมากสำหรับเดอะแบก

วันนี้ไม่ต้องทำอาหารดีที่สุด

บ้านไม่ต้องสะอาดที่สุด

งานไม่ต้องสมบูรณ์ที่สุด

บางอย่างทำแค่ พอใช้

แล้วเอาเวลาที่เหลือไปพัก

เพราะบางครั้งสิ่งที่ทำให้เดอะแบกหมดแรง ไม่ใช่แค่จำนวนภาระ

แต่คือมาตรฐานที่เราวางไว้กับทุกภาระว่า

“ฉันต้องทำให้ดีที่สุด”

การยอมให้บางอย่าง “ดีพอ” คือการคืนพลังให้ตัวเอง

ก้าวที่ 9 - เขียนสิ่งที่ “วันนี้ไม่ต้องทำ”

คนที่แบกมากมักเขียนแต่ To-do list

ลองทำสิ่งตรงข้าม

เขียนว่า

วันนี้ฉันไม่จำเป็นต้อง…

ไม่ต้องตอบทุกข้อความ
ไม่ต้องทำให้ทุกคนพอใจ
ไม่ต้องแก้ปัญหาทุกเรื่อง
ไม่ต้องคิดถึงอนาคตทั้งหมด
ไม่ต้องตัดสินใจเรื่องใหญ่
ไม่ต้องเป็นคนเข้มแข็งตลอดเวลา

นี่ไม่ใช่การหนีความรับผิดชอบ

แต่คือการบอกสมองว่า

“ไม่ใช่ทุกเรื่องต้องจัดการวันนี้”

ก้าวที่ 10 - สัมผัสสิ่งมีชีวิต

ต้นไม้หนึ่งต้น
แมวหนึ่งตัว
หมาหนึ่งตัว
เด็กเล็ก ๆ
ดอกไม้ริมทาง

ลองหยุดดูมันสักครู่

ชีวิตของเรามักเต็มไปด้วยภาษา

ต้อง
ควร
ห้าม
รีบ
เงิน
งาน
ปัญหา
อนาคต

แต่สิ่งมีชีวิตไม่ได้พูดภาษาเหล่านั้น

แมวนอนก็คือนอน
ต้นไม้เติบโตก็คือเติบโต
ฝนตกก็คือตก

บางครั้งการอยู่ใกล้สิ่งมีชีวิตทำให้เราได้พักจากโลกของ “สิ่งที่ต้องทำ”

กลับมาอยู่กับโลกของ “สิ่งที่กำลังเป็น”

ก้าวที่ 11 - ย้อนนึกถึงวันที่เราเคยผ่านมันมาได้

ในวันที่เหนื่อย เรามักจำได้แต่สิ่งที่ยังไม่ผ่าน

ลองถามตัวเองว่า

“มีเรื่องอะไรบ้างที่ครั้งหนึ่งฉันคิดว่าจะไม่ผ่าน แต่สุดท้ายฉันก็ผ่านมาได้?”

ไม่จำเป็นต้องเป็นความสำเร็จใหญ่

อาจเป็นวันที่ไม่มีเงิน
วันที่อกหัก
วันที่สูญเสีย
วันที่งานพัง
วันที่คิดว่าตัวเองไม่ไหว

แล้วเราก็ยังอยู่ตรงนี้

ไม่ได้แปลว่าเราต้องทนทุกอย่าง

แต่เป็นหลักฐานว่า

“ฉันเคยผ่านวันที่ยากมาแล้วหลายครั้ง”

ก้าวที่ 12 - ยอมรับความสุขที่เข้ามา โดยไม่รู้สึกผิด

นี่สำคัญมาก

บางครั้งเดอะแบกรู้สึกว่า

“ฉันมีปัญหาอยู่ จะมีความสุขได้อย่างไร?”

แต่ชีวิตไม่ได้ทำงานแบบนั้น

เราสามารถ

ร้องไห้และหัวเราะในวันเดียวกัน

เป็นห่วงพ่อแม่และกินของอร่อยได้

มีหนี้และยังดูพระอาทิตย์ตกได้

เหนื่อยกับชีวิตและยังรักใครบางคนได้

ความสุขเล็ก ๆ ไม่ได้หักล้างความทุกข์

และการมีความสุขไม่ได้หมายความว่าเราไม่รับผิดชอบ


สิ่งที่สำคัญที่สุดอาจไม่ใช่ “กิจกรรม” แต่คือ “ความหมาย”

ลองสังเกตว่า สิ่งเล็ก ๆ เหล่านี้มีบางอย่างเหมือนกัน

มันไม่ได้ทำให้

ปัญหาหาย

แต่มันทำให้เราได้สัมผัสว่า

ชีวิตไม่ได้มีแต่ปัญหา

กาแฟหนึ่งแก้วไม่ได้แก้หนี้

เพลงหนึ่งเพลงไม่ได้ทำให้พ่อแม่หายป่วย

การนั่งดูฝนไม่ได้ทำให้งานน้อยลง

การเล่นกับแมวไม่ได้ทำให้ภาระหายไป

แต่สิ่งเหล่านี้บอกเราว่า

ท่ามกลางชีวิตที่มีภาระ ยังมีชีวิตบางส่วนที่เป็นของเรา

และบางทีนั่นคือสิ่งที่เดอะแบกต้องการมากที่สุด

ไม่ใช่การหนีออกจากชีวิต

แต่เป็นการ ได้กลับมาเป็นมนุษย์ในชีวิตของตัวเองอีกครั้ง


พลังชีวิตไม่จำเป็นต้องมาเป็นก้อนใหญ่

เราอาจเคยคิดว่า ถ้าจะฟื้นตัว ต้องมีวันหยุดยาว

ต้องไปเที่ยว

ต้องเปลี่ยนงาน

ต้องมีเงิน

ต้องมีเวลาว่าง

แต่สำหรับคนที่มีทรัพยากรจำกัด สิ่งเหล่านี้อาจไม่ใช่ทางเลือก

บางครั้งพลังชีวิตจึงต้องมาจาก เศษเสี้ยวเล็ก ๆ ที่เราหาได้ระหว่างทาง

5 นาทีใต้แสงแดด

เพลงหนึ่งเพลง

ขนมหนึ่งชิ้น

การหัวเราะหนึ่งครั้ง

การกอดหนึ่งครั้ง

การคุยกับคนที่ไว้ใจ

การเล่นกับสัตว์เลี้ยง

การนอนเร็วขึ้นครึ่งชั่วโมง

การบอกตัวเองว่า “วันนี้พอแล้ว”

สิ่งเหล่านี้อาจดูเล็กมาก

แต่เมื่อเกิดขึ้นซ้ำ ๆ มันกำลังส่งข้อความบางอย่างไปยังใจว่า

“ชีวิตของฉันไม่ได้มีไว้เพื่อแบกอย่างเดียว”


และถ้าวันนี้ทำได้เพียงอย่างเดียว

ไม่ต้องทำทั้ง 12 ข้อ

เลือกเพียง หนึ่งอย่างที่เล็กที่สุด

เล็กจนแทบไม่มีข้ออ้างว่า “ไม่มีเวลา”

แล้วทำมัน

ไม่ใช่เพื่อ productivity

ไม่ใช่เพื่อรักษาตัวเองให้หายดีทันที

แต่เพื่อบอกตัวเองว่า

“ในขณะที่ฉันกำลังดูแลทุกคน ฉันยังไม่ลืมว่าฉันก็เป็นคนหนึ่งที่ต้องได้รับการดูแล”

เพราะสุดท้ายแล้ว

เราอาจไม่สามารถวางภาระทั้งหมดลงได้

เราอาจไม่สามารถเปลี่ยนสถานการณ์ได้ในเร็ววัน

เราอาจยังต้องตื่นขึ้นมาทำงานในวันพรุ่งนี้

ยังต้องดูแลพ่อแม่

ยังต้องหาเงิน

ยังต้องรับผิดชอบเรื่องเดิม ๆ

แต่ระหว่างทางนั้น เราอาจค่อย ๆ เรียนรู้ที่จะพูดกับตัวเองว่า

“ฉันเลือกภาระนี้ไม่ได้ทั้งหมด

แต่ฉันยังเลือกได้ว่าจะไม่แบกมันด้วยการทำร้ายตัวเอง”

และบางที…

การดูแลตัวเองในวันที่ชีวิตยังไม่ดีขึ้น

อาจไม่ใช่การทำให้ตัวเองมีความสุข

แต่อาจเป็นเพียงการช่วยให้ตัวเองมีแรงพอที่จะ ไม่สูญเสียตัวเองไปในระหว่างทาง

เพราะคนที่เรากำลังพยายามปกป้องมาตลอด

ไม่ควรมีแค่คนอื่น

ควรมีตัวเราเองอยู่ในนั้นด้วย



Recommended Courses