เมื่อพูดถึงคำว่า “อำนาจ” เรามักนึกถึงตำแหน่งในองค์กร เช่น ผู้บริหาร หัวหน้า ผู้จัดการ หรือคนที่มีสิทธิ์ตัดสินใจ
แต่ในความเป็นจริง อำนาจไม่ได้อยู่เฉพาะในผังองค์กร และคนที่มีตำแหน่งสูงที่สุดก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นคนที่มีอิทธิพลต่อทุกเรื่องมากที่สุดเสมอไป
เพราะ อำนาจเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาในความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน
ใครสามารถทำให้คนอื่นคล้อยตามได้? ใครเป็นคนกำหนดว่าเรื่องอะไรสำคัญ? ใครมีข้อมูลที่คนอื่นไม่มี? ใครทำให้คนกล้าพูด หรือทำให้คนเลือกที่จะเงียบ?
คำถามเหล่านี้อาจทำให้เราเห็นว่า อำนาจในองค์กรมีความซับซ้อนมากกว่าตำแหน่งที่ปรากฏอยู่บนกระดาษ
อำนาจคืออะไร และทำไมจึงไม่ได้อยู่แค่ในตำแหน่ง?
ในความเข้าใจทั่วไป อำนาจมักถูกเชื่อมโยงกับสิทธิในการสั่งการและการตัดสินใจ คนที่เป็นหัวหน้าจึงถูกมองว่ามีอำนาจมากกว่าลูกน้อง ผู้บริหารมีอำนาจมากกว่าพนักงาน
อำนาจลักษณะนี้เรียกว่า อำนาจตามตำแหน่ง (Formal Power) ซึ่งเป็นอำนาจที่เกิดจากบทบาท หน้าที่ และโครงสร้างขององค์กร
แต่อำนาจอีกส่วนหนึ่งไม่ได้ปรากฏอยู่ในผังองค์กรเลย
ลองนึกถึงพนักงานคนหนึ่งที่ไม่มีตำแหน่งบริหาร แต่ทุกคนในทีมมักมาปรึกษาเขาก่อนตัดสินใจ เขารู้ว่าผู้บริหารกำลังคิดอะไร รู้ว่าลูกค้าต้องการอะไร และสามารถทำให้คนอื่นเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้
แม้เขาจะไม่มีตำแหน่งสูง แต่เขามี อิทธิพล (Influence) และอาจมีอำนาจในความสัมพันธ์สูงมาก
ดังนั้น หากเราต้องการเข้าใจ อำนาจในองค์กร อย่างแท้จริง เราอาจต้องเลิกถามเพียงว่า
“ใครอยู่สูงกว่าใคร?”
แล้วเปลี่ยนเป็นคำถามว่า
“ใครสามารถส่งผลต่อสิ่งที่เกิดขึ้นได้มากที่สุด?”
อะไรคือตัวชี้วัดว่าใครมีอำนาจที่แท้จริง?
อำนาจที่แท้จริงในความสัมพันธ์ไม่ได้วัดจากตำแหน่งเพียงอย่างเดียว แต่สามารถสังเกตได้จากความสามารถในการส่งผลต่อผู้คน การตัดสินใจ ทรัพยากร ข้อมูล และทิศทางของสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น
1. ใครเป็นคนกำหนดว่า “เรื่องอะไรสำคัญ”?
อำนาจไม่ได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อมีการลงมติ แต่อาจเริ่มตั้งแต่การกำหนดว่า “เราจะพูดเรื่องอะไร”
ลองสังเกตการประชุมในองค์กร
- ใครเป็นคนกำหนดวาระการประชุม?
- ใครเป็นคนเลือกว่าปัญหาไหนควรถูกนำมาพูดถึง?
- เรื่องอะไรที่ถูกพูดถึงซ้ำ ๆ?
- และเรื่องอะไรที่ไม่เคยถูกนำเข้าห้องประชุมเลย?
คนที่สามารถกำหนดว่า “อะไรควรถูกพูดถึง และอะไรไม่ถูกพูดถึง” กำลังใช้อำนาจรูปแบบหนึ่ง แม้เขาจะไม่ได้เป็นคนตัดสินใจขั้นสุดท้ายก็ตาม
2. ใครสามารถทำให้คนอื่น “พูด” หรือ “เงียบ”?
ห้องประชุมหนึ่งห้องอาจสะท้อนโครงสร้างอำนาจขององค์กรได้มากกว่าผังองค์กรเสียอีก
ลองสังเกตว่า
- ใครพูดแล้วทุกคนหยุดฟัง?
- ใครพูดแล้วคนอื่นคล้อยตามทันที?
- ใครสามารถตั้งคำถามกับผู้บริหารได้?
- ใครต้องคิดหลายรอบก่อนพูด?
- ใครมักเลือกที่จะเงียบ แม้จะมีความคิดเห็น?
เพราะบางครั้งการมีอำนาจไม่ได้หมายถึงการทำให้คนอื่นทำตาม แต่คือ การมีอิทธิพลต่อสิ่งที่คนอื่นกล้าพูดและไม่กล้าพูด
และในทางกลับกัน การที่คนในทีมเลือกที่จะเงียบก็อาจเป็นสัญญาณว่า อำนาจบางอย่างกำลังทำงานอยู่ในความสัมพันธ์นั้น
3. ใครสามารถให้ “รางวัล” หรือ “ให้โทษ” ได้?
อำนาจรูปแบบนี้เห็นได้ชัดในองค์กร เพราะเกี่ยวข้องกับการควบคุมทรัพยากรและผลลัพธ์ของผู้อื่น
- ใครอนุมัติงบประมาณ?
- ใครประเมินผลงาน?
- ใครกำหนดโบนัส?
- ใครมีอำนาจในการเลื่อนตำแหน่ง?
- ใครสามารถเปิดหรือปิดโอกาสบางอย่างให้กับคนอื่น?
คนที่สามารถควบคุมทรัพยากร โอกาส หรือผลลัพธ์ที่สำคัญต่อผู้อื่น ย่อมมีอำนาจในความสัมพันธ์นั้น
4. ใครถือครอง “ข้อมูล”?
ข้อมูลคือทรัพยากรสำคัญของอำนาจ
คนที่รู้ข้อมูลก่อนคนอื่น คนที่เข้าถึงข้อมูลที่คนอื่นเข้าไม่ถึง หรือคนที่เป็นเจ้าของความรู้เฉพาะทางที่องค์กรขาดไม่ได้ อาจมีอำนาจต่อการตัดสินใจอย่างมาก
ตัวอย่างเช่น พนักงานคนหนึ่งอาจไม่ได้เป็นหัวหน้า แต่เป็นคนเดียวที่รู้กระบวนการทำงานสำคัญทั้งหมด หรือเป็นคนที่มีความสัมพันธ์กับลูกค้ารายใหญ่ขององค์กร
ตำแหน่งอาจไม่ได้สูง แต่ การควบคุมหรือเข้าถึงข้อมูลและทรัพยากร ทำให้เขามีอำนาจต่อระบบอย่างมาก
5. ใครมี “เครือข่ายความสัมพันธ์” มากที่สุด?
บางคนไม่ได้มีตำแหน่งสูง แต่รู้จักผู้คนจำนวนมากและสามารถเชื่อมโยงคนที่แตกต่างกันเข้าหากัน
เขาอาจเป็นคนที่เชื่อม ผู้บริหารกับพนักงาน ฝ่ายหนึ่งกับอีกฝ่ายหนึ่ง องค์กรกับชุมชน หรือองค์กรกับเครือข่ายภายนอก
คนเหล่านี้มี อำนาจจากเครือข่ายความสัมพันธ์ เพราะเมื่อเขาขยับ ความสัมพันธ์รอบตัวก็อาจขยับตาม
6. ใครสามารถกำหนด “ความหมาย” ของสิ่งที่เกิดขึ้น?
นี่คืออำนาจที่ละเอียดอ่อนและลึกกว่าที่เรามักคิด
เหตุการณ์เดียวกันสามารถถูกอธิบายได้หลายแบบ
เมื่อพนักงานคนหนึ่งออกมาวิพากษ์วิจารณ์องค์กร คนหนึ่งอาจบอกว่า
“เขาเป็นคนต่อต้านองค์กร”
ขณะที่อีกคนอาจมองว่า
“เขากำลังสะท้อนปัญหาที่องค์กรควรรับฟัง”
ใครก็ตามที่สามารถกำหนดว่า “เราควรเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไร” กำลังมีอำนาจต่อการรับรู้ของคนอื่น
เพราะความหมายที่เราให้กับเหตุการณ์ จะส่งผลต่อวิธีที่ผู้คนตอบสนองต่อเหตุการณ์นั้น
ตัวชี้วัดที่สำคัญที่สุด: เมื่อคุณไม่อยู่แล้ว คนอื่นยังมีพลังอยู่หรือไม่?
ลองเปรียบเทียบผู้นำสองแบบ
ผู้นำคนแรก เมื่ออยู่ในห้อง ทุกคนทำตาม แต่เมื่อเขาเดินออกจากห้อง ทุกอย่างหยุดลง เพราะทุกคนรอคำสั่ง
ผู้นำคนที่สอง เมื่อไม่ได้อยู่ในห้อง ทีมยังสามารถคิด ตัดสินใจ และทำงานต่อได้ เพราะเขาได้สร้างความเข้าใจร่วมและให้อำนาจคนอื่นในการรับผิดชอบ
ผู้นำคนแรกอาจมี Power Over สูง แต่ผู้นำคนที่สองกำลังสร้าง Shared Power
นี่ทำให้เราเห็นว่า อำนาจที่ทรงพลังที่สุดอาจไม่ใช่อำนาจที่ทำให้คนอื่นต้องพึ่งพาเรา แต่อาจเป็นอำนาจที่ทำให้ คนอื่นสามารถยืนได้ด้วยตัวเอง
Shared Power ไม่ได้หมายความว่า “ทุกคนมีอำนาจเท่ากัน”
หนึ่งในความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ Shared Power หรืออำนาจร่วม คือการคิดว่า “การแบ่งอำนาจ” หมายถึงทุกคนต้องมีอำนาจในการตัดสินใจเท่ากันทุกเรื่อง
ในความเป็นจริง องค์กรยังจำเป็นต้องมีบทบาท หน้าที่ ความรับผิดชอบ และโครงสร้างการตัดสินใจที่ชัดเจน
CEO และพนักงานอาจไม่ได้มีอำนาจตามตำแหน่งเท่ากัน แต่สิ่งที่ Shared Power ชวนให้เราตั้งคำถามคือ
“เราจะใช้อำนาจที่เรามีอย่างไร เพื่อทำให้คนอื่นสามารถใช้อำนาจของเขาได้ด้วย?”
ผู้นำยังสามารถตัดสินใจได้ แต่ไม่จำเป็นต้องตัดสินใจทุกเรื่อง
หัวหน้ายังมีอำนาจ แต่สามารถแบ่งปันข้อมูล เปิดพื้นที่ และสร้างเงื่อนไขให้ทีมสามารถตัดสินใจได้
ผู้บริหารยังคงรับผิดชอบต่อองค์กร แต่ไม่ได้หมายความว่าความรู้ทั้งหมดจะอยู่ที่ผู้บริหารเพียงคนเดียว
นี่คือการเปลี่ยนจาก
“ฉันมีอำนาจเหนือคุณ”
ไปสู่
“ฉันใช้สิ่งที่ฉันมี เพื่อทำให้เราทุกคนมีพลังในการสร้างสิ่งนี้ร่วมกัน”
คุณกำลังใช้อำนาจอยู่โดยไม่รู้ตัวหรือเปล่า?
อำนาจไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับผู้บริหาร แต่ทุกคนมีอำนาจบางอย่างในความสัมพันธ์
เราอาจลองสำรวจอำนาจของตัวเองด้วยคำถาม 5 ข้อนี้
- ใครเป็นคนกำหนดว่าเรื่องอะไรสำคัญ?
ในทีมของเรา ใครเป็นคนกำหนดวาระและทิศทางของการพูดคุย? - ใครมีสิทธิ์พูด และใครมักเลือกที่จะเงียบ?
มีใครบ้างที่มีความคิดเห็นแต่ไม่กล้าพูด? - ใครควบคุมข้อมูลและทรัพยากร?
ข้อมูลสำคัญถูกกระจายอย่างทั่วถึง หรืออยู่กับคนบางกลุ่ม? - ใครมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ แม้ไม่มีตำแหน่ง?
มีใครบ้างที่ไม่ได้เป็นหัวหน้า แต่ทุกคนต้องฟัง? - การใช้อำนาจของฉันทำให้คนอื่น “มีพลังมากขึ้น” หรือ “พึ่งพาฉันมากขึ้น”?
คำถามนี้อาจสะท้อนรูปแบบการใช้อำนาจของเราได้ลึกที่สุด
อำนาจที่ดี อาจเป็นอำนาจที่ทำให้คนอื่นมีอำนาจมากขึ้น
เมื่อมองอำนาจผ่านความสัมพันธ์ เราจะเริ่มเห็นว่าเป้าหมายของภาวะผู้นำอาจไม่ใช่การทำให้ตัวเองเป็นคนที่สำคัญที่สุดในทีม
แต่คือการสร้างเงื่อนไขให้สมาชิกทุกคนสามารถนำความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ และมุมมองของตัวเองออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่
ผู้นำที่มีอำนาจจึงไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่ตอบได้ทุกคำถาม แต่สามารถเป็นคนที่สร้างพื้นที่ให้ทีมช่วยกันค้นหาคำตอบ
ไม่จำเป็นต้องเป็นคนพูดมากที่สุด แต่อาจเป็นคนที่ทำให้คนอื่นกล้าพูด
ไม่จำเป็นต้องตัดสินใจทุกเรื่อง แต่อาจเป็นคนที่ทำให้คนอื่นสามารถตัดสินใจได้อย่างรับผิดชอบ
“ผู้นำที่มีอำนาจ ไม่ใช่คนที่ทำให้ทุกคนต้องพึ่งพาเขา แต่คือคนที่ใช้อำนาจของตนเอง เพื่อทำให้คนอื่นมีพลังมากขึ้น”
จากอำนาจเหนือ สู่พลังที่สร้างร่วมกัน
การทำงานเป็นทีมที่มีประสิทธิภาพจึงไม่ได้เกิดจากการนำคนเก่งจำนวนมากมาอยู่ในห้องเดียวกันเท่านั้น
แต่เกิดจากการที่คนเหล่านั้นสามารถนำพลังของตัวเองมาเชื่อมต่อกันได้
เมื่อคนรู้สึกว่าตนเองมีเสียง เมื่อความคิดเห็นได้รับการรับฟัง เมื่อข้อมูลไม่ได้ถูกผูกขาด เมื่อความแตกต่างสามารถถูกนำมาใช้ประโยชน์ และเมื่อผู้นำสามารถแบ่งปันอำนาจโดยไม่ละทิ้งความรับผิดชอบ
อำนาจจะไม่ใช่สิ่งที่คนหนึ่งต้องถือไว้เพื่อควบคุมคนอื่น แต่กลายเป็น พลังร่วมในการสร้างสิ่งที่ใหญ่กว่าความสามารถของคนคนเดียว
เรียนรู้ “อำนาจร่วม” เพื่อสร้างทีมที่ทุกคนมีส่วนร่วม
แนวคิด Shared Power หรืออำนาจร่วม ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการแบ่งอำนาจจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง แต่เป็นการเรียนรู้ว่าอำนาจทำงานอย่างไรในความสัมพันธ์ และเราจะสร้างพื้นที่ให้ผู้คนมีส่วนร่วมและมีพลังในการเปลี่ยนแปลงร่วมกันได้อย่างไร
หลักสูตร “บ่มเพาะอำนาจร่วม” ของเสมสิกขาลัย ชวนผู้เรียนสำรวจเรื่องอำนาจทั้งในระดับตัวเอง ความสัมพันธ์ ทีม องค์กร และสังคม ผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นประสบการณ์ การแลกเปลี่ยน และการลงมือปฏิบัติ
เหมาะสำหรับผู้ที่ทำงานกับผู้คน ผู้นำทีม ผู้บริหาร นักพัฒนาองค์กร กระบวนกร นักพัฒนาองค์กรเพื่อสังคม ตลอดจนผู้ที่ต้องการเข้าใจ พลวัตของอำนาจและการสร้างการมีส่วนร่วมในความสัมพันธ์
คำถามสุดท้ายที่เราอาจต้องกลับไปถามตัวเอง
หากวันนี้เรามองทีมของเราใหม่ โดยไม่มองเพียงตำแหน่งบนผังองค์กร แต่ลองมองว่า “ใครมีอิทธิพลต่อสิ่งที่เกิดขึ้นจริง”
เราอาจพบว่าโครงสร้างอำนาจที่แท้จริงขององค์กรนั้นแตกต่างจากที่เราเคยคิด
และคำถามที่สำคัญที่สุดอาจไม่ใช่
“ใครมีอำนาจมากที่สุด?”
แต่อาจเป็น
“เราใช้อำนาจที่มีอยู่ เพื่อทำให้คนอื่นมีพลังมากขึ้นได้อย่างไร?”
เพราะท้ายที่สุดแล้ว องค์กรที่มีพลัง อาจไม่ใช่องค์กรที่มีผู้นำที่เก่งที่สุด แต่คือองค์กรที่สามารถทำให้ผู้คนจำนวนมากนำพลังของตัวเองมาสร้างสิ่งเดียวกันได้
