Skip to main content

สื่อสารจากหัวใจ คือสื่อสารอย่างสันติ

ผู้เขียน ตาแป๋วมองโลก


Review การอบรม สื่อสารจากหัวใจ คือสื่อสารอย่างสันติ วันที่ 21-22 มีนาคม 2569

อะไรทำให้คนที่เพิ่งรู้จัก  สามารถแบ่งปันความจริงแท้ต่อกันได้ ด้วยคำถามลึก ๆ เช่น “อะไรที่คุณชอบในตัวเอง และอะไรที่คุณไม่ชอบแล้วอย่างเปลี่ยนแปลง ?” 

“คุณเป็นคนประเภท หนี นิ่งอึ้ง หรือสู้กลับ ?”

“คุณเป็นอย่างไรเมื่อถูกปฏิเสธ  ? ”

“การปฏิเสธสำหรับคุณยากแค่ไหน ?”

ห๊ะ ! นี่เราต้องตอบคำถามยาก ๆ เหล่านี้กับคนแปลกหน้าเหรอ เอาจริง ๆ เพื่อนสนิทกันยังไม่ถามกันขนาดนี้เลย มันยากมากที่จะเข้าถึงใจตัวเองแล้วกล้าสื่อสารออกมาให้ใครได้รับรู้...เป็นความเปราะบางที่เราปกป้องไว้ไม่ให้ใครได้เห็น

แต่ในเวิร์คชอป “การสื่อสารอย่างสันติ”  Sudha Shankar ครูอาวุโสจาก Nonviolent Communication Center ให้เราตอบคำถามลึกซึ้งเช่นนี้แทนคำทักทายและแนะนำตัว ทุกคนได้ตอบคำถามเหล่านี้อย่างตรงไปตรงมา ไม่มีเวลาบิดคำพูดให้สวยหรู มีแต่ตอบทันทีตรงจากใจ  สิ่งที่เกื้อหนุนให้เรา “จริงใจ” ต่อกันได้ ฉันคิดว่าเราทุกคนในโลกนี้แชร์สิ่งหนึ่งที่ไม่ต่างกันคือ เรามีความรู้สึก ความต้องการ

#ความรู้สึก & #ความต้องการ

ความรู้สึก เกิดจากความต้องการของเรา ซึ่งมีทั้งได้รับและไม่ได้รับการตอบสนอง เช่น หวั่นไหว กระวนกระวาย ดีใจ สุขใจ กลัว เสียใจ ร้อนใจ จำใจ ฝืนใจ (สารพัดคำใจ ๆ) เป็นเหมือนธงให้สัญญาณ ว่ามีบางสิ่งกำลังเกิดขึ้น  สิ่งที่น่าสนใจคือ ความรู้สึกนั้นไม่มีบวก ไม่มีลบ แต่มีพลังบางอย่าง ที่บ้างก็ผลักไสให้เราหนีห่าง บ้างก็ดึงดูดให้เข้าหา เมื่อมองเห็นความรู้สึกต่าง ๆ อย่างที่มันเป็น มันก็จะผ่านไป โดยที่เราไม่ต้องไปวิจารณ์ตัดสินใด ๆ ความรู้สึกผ่านมา ก็จะผ่านไป เป็นธรรมชาติ

แต่ในทางปฏิบัติ ความรู้สึกเป็นตัวบอกพลังความมีชีวิต (Alivemess) ถ้าความต้องการได้รับการตอบสนอง ความรู้สึกก็จะเป็นบวก (เลือกระดับได้ตั้งแต่ พอใจ ดีใจ มีความสุข เบิกบาน อิ่มเอม รื่นรมย์สมฤดี) ถ้าไม่ได้รับการตอบสนอง ความรู้สึกก็จะเป็นลบ (ไล่เรียงไปเลย หงุดหงิด รำคาญ ไม่พอใจ โกรธ น้อยใจ เสียใจ เศร้า หดหู่ ซึมเศร้า) พาเราไปผจญภัยในอารมณ์ต่าง ๆ มากมาย

ความต้องการเป็นพลังงาน เป็นพลังชีวิตที่ไหลเวียนอยู่ในตัวเรา มักเป็นนามธรรม เช่น ความรัก การยอมรับ พื้นที่ส่วนตัว ความเคารพ ความสุข ศักดิ์ศรี ฯลฯ ความต้องการขับเคลื่อนให้เราทำ หรือไม่ทำบางสิ่ง เมื่อได้รับหรือไม่ได้รับการตอบรับ ก็ทำให้เกิดความรู้สึก

ปัญหาคือเมื่อคนเรามีความต้องการที่ต่างกัน แต่คาดหวังให้ตอบสนองความต้องการนั้นด้วยวิธีการ (Strategy) เดียวกับที่ตนพึงพอใจ เช่น การพักผ่อน บางคนชอบดูหนัง บางคนชอบนอน บางคนชอบไปผับ ความขัดแย้งจึงเกิดขึ้น เมื่อเราต่างดึงดันให้อีกฝ่ายใช้วิธีตอบความต้องการด้วยวิธีของเรา 

#เราจะเชื่อมโยงใจถึงกันได้อย่างไร

ครูสุดาบอกว่า มนุษย์เราล้วนมีความกรุณา ปัญหาของโลกและสังคมในหลายร้อยปีที่ผ่านมานั้นคือความศิวิไลซ์ทำให้เราหลงลืมคุณสมบัตินี้ไป เหมือนกระจกที่มีฝุ่นเกาะ การสื่อสารอย่างสันติ เป็นวิธีหนึ่งที่ทำความสะอาดฝุ่นที่เกาะกระจกให้กลับมาเป็นตัวเราอีกครั้ง พร้อมให้เราได้สัมผัสความจริงแท้ของผู้อื่นด้วย

การสัมผัสความจริงแท้นี้ หนทางหนึ่งทำได้คือด้วยการบอกความรู้สึก  เวลาที่เราบอกความรู้สึก เรากำลังเปิดตัวเอง เผยความเปราะบางของตัวเองด้วย เราอาจไม่รู้เลยว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะตอบรับความรู้สึกของเราอย่างไร  แต่สิ่งสำคัญคือเราสามารถพัฒนาทักษะในการสื่อสารความรู้สึก ไปจนถึงความต้องการได้ ก็ด้วยการฝึกฝนที่จะรับฟัง รับรู้ความรู้สึกของอีกฝ่ายให้มากขึ้น เป็นกระบวนการเรียนรู้และเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับการสื่อสาร ที่ต้องเรียนรู้ฝึกฝนกันตลอดชีวิต

#การสังเกต VS #ตัดสิน

เครื่องมือทรงประสิทธิภาพสุด ๆ ที่จะทำความรู้จักคนตรงหน้าเราได้ดีมากๆ คือ การสังเกต (Observation) คือการเฝ้าดูโดยใช้สายตาที่ไม่เข้าไปด่วนตัดสิน ตีความด้วยความลำเอียง เป็นวัตถุวิสัยเหมือนกล้องวงจรปิด ที่เปิดรับทุกอย่างเข้ามาโดยไม่ตีความ เราเห็นอะไร เราได้ยินอะไร ก็ว่าไปตามนั้น แต่เราสามารถเปลี่ยนการตัดสินให้เป็นการสังเกตได้ โดยการกลับไปรีเช็คความตั้งใจของเราเสมอ ๆ ถ้าเรามีความตั้งใจจะสร้างความสัมพันธ์ เราจะกลับไปสังเกตอย่างเป็นกลางได้มากขึ้น แต่ถ้าเราเช็คความตั้งใจแล้วแอบเห็นการอยากเอาชนะ ความโกรธที่อยากหาข้อผิดของอีกฝ่ายให้ได้ การสังเกตนั้นก็จะถูกปนเปื้อนด้วยอคติจนกลายเป็นการตัดสินได้

#ขอร้อง (Request)

เมื่อสังเกตความเป็นไปต่าง ๆ จนรับรู้ความรู้สึก และความต้องการของตัวเอง และพอจะคาดคะเนของอีกฝ่ายได้แล้ว กระบวนการต่อไปคือ ขอร้อง นี่แหละที่เป็นเสน่ห์ของการสื่อสารอย่างสันติ เราจะพูดกันไปทำไมให้ฝอยฟุ้ง หากไม่ได้มีทางออกใด ๆ ให้ความต้องการนั้นเกิดขึ้นได้จริง การขอร้องจึงเป็นขั้นตอนที่สำคัญยิ่ง เรามักจะมองข้ามการขอร้องไป อาจจะด้วยความเกรงใจ หรือคิดว่าการร้องขอใด ๆ นั้นดูเหมือนจะเอาแต่ใจ แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่เลย การขอร้องที่สุภาพ ชัดเจน กลับช่วยให้ทุกฝ่ายมีทางออกที่ดีต่อกัน ด้วยการระบุ : บุคคล สถานที่ การกระทำ กรอบเวลา และวัตถุ

เช่น “ลูกช่วยตั้งใจเรียนหน่อยได้ไหม ?” กับ

“สมชายครับ คอร์สภาษาอังกฤษที่ลูกลงเรียนอยู่นี้ ในเดือนหน้านี้ ลูกไปเรียนสักอาทิตย์ละสามวันได้มั้ยครับ”

ความชัดเจนมาแทนที่การขอร้องอันเวิ้งว้าง ที่ฟังแล้วชวนให้ผู้ฟังรู้สึกถูกตัดสิน พอการขอร้องชัดเจน ก็จะกลายเป็นวิธีการที่ชวนให้นำมาพูดคุย ปรับวิธีการกันไปให้เหมาะสม

#หัวใจของการสื่อสารอย่างสันติ

ความสุดยอดของการสื่อสารอย่างสันติ คือการเชื่อมความสัมพันธ์ เราสื่อสารให้เกิดความเข้าใจ  เราเปิดเผยความรู้สึกที่บางครั้งอาจจะเปราะบาง แต่หากเจตจำนงของเราคือเห็นคุณค่าความสัมพันธ์นี้ เราก็จะยืนหยัดที่จะเปิดหัวใจให้กว้างขึ้น เปิดหูให้ได้ยินเขาให้มากขึ้น แล้วสื่อสารออกไปด้วยความกรุณา และในความกรุณานี้เราก็มีให้ตัวเองอย่างเต็มเปี่ยมด้วยเช่นกัน  เราจึงสามารถเป็นอิสระจากการเก็บกด กักขังความรู้สึกของตัวเองไว้ เพื่อเพียงรักษาความสัมพันธ์ที่ด้านหนึ่งก็กัดกินเราเช่นกัน

แต่เราสามารถรับรู้ความรู้สึก ความเป็นไปของอีกฝ่ายหนึ่งด้วยความเข้าใจ เราอาจไถ่ถามว่าเขารู้สึกเช่นนี้หรือเปล่า สิ่งที่เขาต้องการคือแบบนี้ใช่ไหม แล้วบอกความรู้สึกของเราอย่างสุภาพ ซื่อตรง เกาะติดกับความต้องการที่จริงแท้ลงไปทีละลำดับขั้น ความต้องการหนึ่งมักจะเชื่อมโยงกับอีกความต้องการหนึ่งเหมือนเป็นเกลียวลงไปสู่ใจเบื้องลึก  ยิ่งได้สื่อสารออกมา เราก็เหมือนปลดปล่อยพันธนาการของความคลุมเครือออกไปจากชีวิต เราจึงไม่ฝืนบังคับให้ใครใช้วิธีตอบสนองแบบใด เพียงแค่สื่อสารความจริงจากใจเราออกไป  เข้าใจเขา เข้าใจเรา สื่อสารออกไปจากใจ โดยมีเขาอยู่ในใจเรา เวลาที่เราได้ยินภาษาที่ออกจากใจเช่นนี้ ภายในของเราจะอ่อนละมุนขึ้น เหมือนได้รับน้ำทิพย์ชะโลมใจ หากมีสิ่งที่ติดอยู่ในใจแม้แต่น้อยนิดเราก็พร้อมจะแก้ไข เพราะอีกฝ่ายหนึ่งไม่ได้กล่าวหา มีแต่มอบความกรุณาอารีให้เรา ผ่านความต้องการของเขา เราเองก็พร้อมจะเปิดกว้างขึ้นอีก เปิดโอกาสให้ตัวเองเปลี่ยนแปลงแก้ไขโดยไม่มีสักเสี้ยวส่วนที่เราตัดสินตัวเอง

ฉันได้เรียนรู้ว่า การสื่อสารอย่างสันตินั้นหัวใจคือ เพื่อสร้างสรรค์ความสัมพันธ์ มิใช่เพื่อการเป็นคนพูดเก่ง ฟังดูดี แต่ใช้กลยุทธ์ที่ลึกล้ำเพื่อครอบงำผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นใคร เวลามีคนมาพูดจาดี ๆ ด้วยก็อาจจะคล้อยตามได้โดยง่าย แต่จริง ๆ แล้วความจริงแท้อยู่ตรงที่ คุณกำลังดำรงอยู่ตรงหน้าคนผู้นี้ด้วยความรัก และความกรุณาต่อกันหรือไม่

สิ่งสำคัญยิ่งไปกว่านั้น ฉันเชื่อว่าเราทุกคนปรารถนาที่จะสื่อสารความเป็นตัวเราออกมาให้คนที่สำคัญต่อเราได้รับรู้ อิสระที่จะเป็นตัวเองได้อย่างจริงแท้นี้ เกิดขึ้นได้เมื่อเราสื่อสารจากใจ กล้าที่จะเปิดรับ และมอบสิ่งมีค่าให้อีกฝ่ายหนึ่ง ขณะเดียวกันก็ใส่ใจเมื่อรับรู้ความรู้สึกและความต้องการของอีกฝ่ายหนึ่ง พร้อมที่จะพัฒนาตัวเองไปกับการดำรงอยู่ด้วยกัน ร่วมกัน เคียงข้างกัน ความสุขภายในที่แชร์ความสงบ สมดุล เรียบง่าย จะเป็นเสียงกระซิบบอกว่า ณ ขณะนี้ คุณได้พบสันติภายในแล้ว

ขอบพระคุณครูสุดา Sudha Shankar จาก Nonviolent Communication Center

เสมสิกขาลัยที่จัดกิจกรรมดี ๆ สำหรับทุกคนมาตลอด ๓๑ ปี

อาจารย์หลิน ดร.ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์ ล่ามผู้แปลอย่างยอดเยี่ยม

และทีมงานทุกท่านนะคะ

อะไรทำให้คนที่เพิ่งรู้จัก สามารถแบ่งปันความจริงแท้ต่อกันได้ ด้วยคำถามลึก ๆ เช่น “อะไรที่คุณชอบในตัวเอง และอะไรที่คุณไม่ชอบแล้วอย่างเปลี่ยนแปลง ?”
“คุณเป็นคนประเภท หนี นิ่งอึ้ง หรือสู้กลับ ?”
“คุณเป็นอย่างไรเมื่อถูกปฏิเสธ ? ”
“การปฏิเสธสำหรับคุณยากแค่ไหน ?”
ห๊ะ ! นี่เราต้องตอบคำถามยาก ๆ เหล่านี้กับคนแปลกหน้าเหรอ เอาจริง ๆ เพื่อนสนิทกันยังไม่ถามกันขนาดนี้เลย มันยากมากที่จะเข้าถึงใจตัวเองแล้วกล้าสื่อสารออกมาให้ใครได้รับรู้...เป็นความเปราะบางที่เราปกป้องไว้ไม่ให้ใครได้เห็น
แต่ในเวิร์คชอป “การสื่อสารอย่างสันติ” Sudha Shankar ครูอาวุโสจาก Nonviolent Communication Center ให้เราตอบคำถามลึกซึ้งเช่นนี้แทนคำทักทายและแนะนำตัว ทุกคนได้ตอบคำถามเหล่านี้อย่างตรงไปตรงมา ไม่มีเวลาบิดคำพูดให้สวยหรู มีแต่ตอบทันทีตรงจากใจ สิ่งที่เกื้อหนุนให้เรา “จริงใจ” ต่อกันได้ ฉันคิดว่าเราทุกคนในโลกนี้แชร์สิ่งหนึ่งที่ไม่ต่างกันคือ เรามีความรู้สึก ความต้องการ
ความรู้สึก เกิดจากความต้องการของเรา ซึ่งมีทั้งได้รับและไม่ได้รับการตอบสนอง เช่น หวั่นไหว กระวนกระวาย ดีใจ สุขใจ กลัว เสียใจ ร้อนใจ จำใจ ฝืนใจ (สารพัดคำใจ ๆ) เป็นเหมือนธงให้สัญญาณ ว่ามีบางสิ่งกำลังเกิดขึ้น สิ่งที่น่าสนใจคือ ความรู้สึกนั้นไม่มีบวก ไม่มีลบ แต่มีพลังบางอย่าง ที่บ้างก็ผลักไสให้เราหนีห่าง บ้างก็ดึงดูดให้เข้าหา เมื่อมองเห็นความรู้สึกต่าง ๆ อย่างที่มันเป็น มันก็จะผ่านไป โดยที่เราไม่ต้องไปวิจารณ์ตัดสินใด ๆ ความรู้สึกผ่านมา ก็จะผ่านไป เป็นธรรมชาติ
แต่ในทางปฏิบัติ ความรู้สึกเป็นตัวบอกพลังความมีชีวิต (Alivemess) ถ้าความต้องการได้รับการตอบสนอง ความรู้สึกก็จะเป็นบวก (เลือกระดับได้ตั้งแต่ พอใจ ดีใจ มีความสุข เบิกบาน อิ่มเอม รื่นรมย์สมฤดี) ถ้าไม่ได้รับการตอบสนอง ความรู้สึกก็จะเป็นลบ (ไล่เรียงไปเลย หงุดหงิด รำคาญ ไม่พอใจ โกรธ น้อยใจ เสียใจ เศร้า หดหู่ ซึมเศร้า) พาเราไปผจญภัยในอารมณ์ต่าง ๆ มากมาย
ความต้องการเป็นพลังงาน เป็นพลังชีวิตที่ไหลเวียนอยู่ในตัวเรา มักเป็นนามธรรม เช่น ความรัก การยอมรับ พื้นที่ส่วนตัว ความเคารพ ความสุข ศักดิ์ศรี ฯลฯ ความต้องการขับเคลื่อนให้เราทำ หรือไม่ทำบางสิ่ง เมื่อได้รับหรือไม่ได้รับการตอบรับ ก็ทำให้เกิดความรู้สึก
ปัญหาคือเมื่อคนเรามีความต้องการที่ต่างกัน แต่คาดหวังให้ตอบสนองความต้องการนั้นด้วยวิธีการ (Strategy) เดียวกับที่ตนพึงพอใจ เช่น การพักผ่อน บางคนชอบดูหนัง บางคนชอบนอน บางคนชอบไปผับ ความขัดแย้งจึงเกิดขึ้น เมื่อเราต่างดึงดันให้อีกฝ่ายใช้วิธีตอบความต้องการด้วยวิธีของเรา
ครูสุดาบอกว่า มนุษย์เราล้วนมีความกรุณา ปัญหาของโลกและสังคมในหลายร้อยปีที่ผ่านมานั้นคือความศิวิไลซ์ทำให้เราหลงลืมคุณสมบัตินี้ไป เหมือนกระจกที่มีฝุ่นเกาะ การสื่อสารอย่างสันติ เป็นวิธีหนึ่งที่ทำความสะอาดฝุ่นที่เกาะกระจกให้กลับมาเป็นตัวเราอีกครั้ง พร้อมให้เราได้สัมผัสความจริงแท้ของผู้อื่นด้วย
การสัมผัสความจริงแท้นี้ หนทางหนึ่งทำได้คือด้วยการบอกความรู้สึก เวลาที่เราบอกความรู้สึก เรากำลังเปิดตัวเอง เผยความเปราะบางของตัวเองด้วย เราอาจไม่รู้เลยว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะตอบรับความรู้สึกของเราอย่างไร แต่สิ่งสำคัญคือเราสามารถพัฒนาทักษะในการสื่อสารความรู้สึก ไปจนถึงความต้องการได้ ก็ด้วยการฝึกฝนที่จะรับฟัง รับรู้ความรู้สึกของอีกฝ่ายให้มากขึ้น เป็นกระบวนการเรียนรู้และเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับการสื่อสาร ที่ต้องเรียนรู้ฝึกฝนกันตลอดชีวิต
เครื่องมือทรงประสิทธิภาพสุด ๆ ที่จะทำความรู้จักคนตรงหน้าเราได้ดีมากๆ คือ การสังเกต (Observation) คือการเฝ้าดูโดยใช้สายตาที่ไม่เข้าไปด่วนตัดสิน ตีความด้วยความลำเอียง เป็นวัตถุวิสัยเหมือนกล้องวงจรปิด ที่เปิดรับทุกอย่างเข้ามาโดยไม่ตีความ เราเห็นอะไร เราได้ยินอะไร ก็ว่าไปตามนั้น แต่เราสามารถเปลี่ยนการตัดสินให้เป็นการสังเกตได้ โดยการกลับไปรีเช็คความตั้งใจของเราเสมอ ๆ ถ้าเรามีความตั้งใจจะสร้างความสัมพันธ์ เราจะกลับไปสังเกตอย่างเป็นกลางได้มากขึ้น แต่ถ้าเราเช็คความตั้งใจแล้วแอบเห็นการอยากเอาชนะ ความโกรธที่อยากหาข้อผิดของอีกฝ่ายให้ได้ การสังเกตนั้นก็จะถูกปนเปื้อนด้วยอคติจนกลายเป็นการตัดสินได้
เมื่อสังเกตความเป็นไปต่าง ๆ จนรับรู้ความรู้สึก และความต้องการของตัวเอง และพอจะคาดคะเนของอีกฝ่ายได้แล้ว กระบวนการต่อไปคือ ขอร้อง นี่แหละที่เป็นเสน่ห์ของการสื่อสารอย่างสันติ เราจะพูดกันไปทำไมให้ฝอยฟุ้ง หากไม่ได้มีทางออกใด ๆ ให้ความต้องการนั้นเกิดขึ้นได้จริง การขอร้องจึงเป็นขั้นตอนที่สำคัญยิ่ง เรามักจะมองข้ามการขอร้องไป อาจจะด้วยความเกรงใจ หรือคิดว่าการร้องขอใด ๆ นั้นดูเหมือนจะเอาแต่ใจ แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่เลย การขอร้องที่สุภาพ ชัดเจน กลับช่วยให้ทุกฝ่ายมีทางออกที่ดีต่อกัน ด้วยการระบุ : บุคคล สถานที่ การกระทำ กรอบเวลา และวัตถุ
เช่น “ลูกช่วยตั้งใจเรียนหน่อยได้ไหม ?” กับ
“สมชายครับ คอร์สภาษาอังกฤษที่ลูกลงเรียนอยู่นี้ ในเดือนหน้านี้ ลูกไปเรียนสักอาทิตย์ละสามวันได้มั้ยครับ”
ความชัดเจนมาแทนที่การขอร้องอันเวิ้งว้าง ที่ฟังแล้วชวนให้ผู้ฟังรู้สึกถูกตัดสิน พอการขอร้องชัดเจน ก็จะกลายเป็นวิธีการที่ชวนให้นำมาพูดคุย ปรับวิธีการกันไปให้เหมาะสม
ความสุดยอดของการสื่อสารอย่างสันติ คือการเชื่อมความสัมพันธ์ เราสื่อสารให้เกิดความเข้าใจ เราเปิดเผยความรู้สึกที่บางครั้งอาจจะเปราะบาง แต่หากเจตจำนงของเราคือเห็นคุณค่าความสัมพันธ์นี้ เราก็จะยืนหยัดที่จะเปิดหัวใจให้กว้างขึ้น เปิดหูให้ได้ยินเขาให้มากขึ้น แล้วสื่อสารออกไปด้วยความกรุณา และในความกรุณานี้เราก็มีให้ตัวเองอย่างเต็มเปี่ยมด้วยเช่นกัน เราจึงสามารถเป็นอิสระจากการเก็บกด กักขังความรู้สึกของตัวเองไว้ เพื่อเพียงรักษาความสัมพันธ์ที่ด้านหนึ่งก็กัดกินเราเช่นกัน
แต่เราสามารถรับรู้ความรู้สึก ความเป็นไปของอีกฝ่ายหนึ่งด้วยความเข้าใจ เราอาจไถ่ถามว่าเขารู้สึกเช่นนี้หรือเปล่า สิ่งที่เขาต้องการคือแบบนี้ใช่ไหม แล้วบอกความรู้สึกของเราอย่างสุภาพ ซื่อตรง เกาะติดกับความต้องการที่จริงแท้ลงไปทีละลำดับขั้น ความต้องการหนึ่งมักจะเชื่อมโยงกับอีกความต้องการหนึ่งเหมือนเป็นเกลียวลงไปสู่ใจเบื้องลึก ยิ่งได้สื่อสารออกมา เราก็เหมือนปลดปล่อยพันธนาการของความคลุมเครือออกไปจากชีวิต เราจึงไม่ฝืนบังคับให้ใครใช้วิธีตอบสนองแบบใด เพียงแค่สื่อสารความจริงจากใจเราออกไป เข้าใจเขา เข้าใจเรา สื่อสารออกไปจากใจ โดยมีเขาอยู่ในใจเรา เวลาที่เราได้ยินภาษาที่ออกจากใจเช่นนี้ ภายในของเราจะอ่อนละมุนขึ้น เหมือนได้รับน้ำทิพย์ชะโลมใจ หากมีสิ่งที่ติดอยู่ในใจแม้แต่น้อยนิดเราก็พร้อมจะแก้ไข เพราะอีกฝ่ายหนึ่งไม่ได้กล่าวหา มีแต่มอบความกรุณาอารีให้เรา ผ่านความต้องการของเขา เราเองก็พร้อมจะเปิดกว้างขึ้นอีก เปิดโอกาสให้ตัวเองเปลี่ยนแปลงแก้ไขโดยไม่มีสักเสี้ยวส่วนที่เราตัดสินตัวเอง
ฉันได้เรียนรู้ว่า การสื่อสารอย่างสันตินั้นหัวใจคือ เพื่อสร้างสรรค์ความสัมพันธ์ มิใช่เพื่อการเป็นคนพูดเก่ง ฟังดูดี แต่ใช้กลยุทธ์ที่ลึกล้ำเพื่อครอบงำผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นใคร เวลามีคนมาพูดจาดี ๆ ด้วยก็อาจจะคล้อยตามได้โดยง่าย แต่จริง ๆ แล้วความจริงแท้อยู่ตรงที่ คุณกำลังดำรงอยู่ตรงหน้าคนผู้นี้ด้วยความรัก และความกรุณาต่อกันหรือไม่
สิ่งสำคัญยิ่งไปกว่านั้น ฉันเชื่อว่าเราทุกคนปรารถนาที่จะสื่อสารความเป็นตัวเราออกมาให้คนที่สำคัญต่อเราได้รับรู้ อิสระที่จะเป็นตัวเองได้อย่างจริงแท้นี้ เกิดขึ้นได้เมื่อเราสื่อสารจากใจ กล้าที่จะเปิดรับ และมอบสิ่งมีค่าให้อีกฝ่ายหนึ่ง ขณะเดียวกันก็ใส่ใจเมื่อรับรู้ความรู้สึกและความต้องการของอีกฝ่ายหนึ่ง พร้อมที่จะพัฒนาตัวเองไปกับการดำรงอยู่ด้วยกัน ร่วมกัน เคียงข้างกัน ความสุขภายในที่แชร์ความสงบ สมดุล เรียบง่าย จะเป็นเสียงกระซิบบอกว่า ณ ขณะนี้ คุณได้พบสันติภายในแล้ว
ขอบพระคุณครูสุดา Sudha Shankar จาก Nonviolent Communication Center
เสมสิกขาลัยที่จัดกิจกรรมดี ๆ สำหรับทุกคนมาตลอด ๓๑ ปี
อาจารย์หลิน ดร.ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์ ล่ามผู้แปลอย่างยอดเยี่ยม
และทีมงานทุกท่านนะคะ

_😍


ขอบคุณแหล่งที่มา : Facebook ตาแป๋วมองโลก