แบ่งปันกันอ่าน

จะเชื่อยังไงถ้าหัวใจมันเศร้า

ที่มา : https://www.choojaiproject.org/



ภาพ : http://myvektor.ru/

 

ผมมักพูดอยู่บ่อยๆ เลยตอนเศร้ามันก็เหมือนเราใส่แว่นกันแดดเอาไว้ ทีนี้ไม่ว่าจะมองไปทางไหนมันก็ดูช่างมืดมน อ้างว้าง ว่างเปล่า สิ้นหวัง ไร้หนทาง ราวกับมีเสียงจากห้องแห่งความเศร้าร้องตะโกนว่า “เจ้าทุกคนที่เข้ามาในนี้ จงทิ้งความหวังของเจ้าซะ”

ภาวะซึมเศร้าเป็นความเจ็บป่วยทั้งทางกายและจิตใจ เซลล์ประสาทที่ทำงานผิดปกติก่อให้เกิดภาวะเคมีไม่สมดุลในสมอง ภาวะไม่สมดุลนี้ทำให้คนที่อยู่ในภาวะซึมเศร้าเกิดความรู้สึกที่แย่เกินจะทน ยังกับว่าโลกทั้งใบกำลังแตกเป็นเสี่ยงๆ และเมื่อทุกอย่างดูใกล้ถึงจุดจบ ความเชื่อก็อ่อนแรงไปด้วย

 

“ภาวะซึมเศร้าทำให้คนเราตกอยู่ในความหดหู่และสิ้นหวัง ไม่ว่าสมองจะคิดอะไรอยู่ก็ตาม”

.

โดยทั่วไปแล้ว วิธีที่เราใช้เพื่อรักษาความเชื่อก็ไม่ซับซ้อนอะไรนัก เริ่มด้วยการใคร่ครวญพระคำของพระเจ้า ปล่อยให้ถ้อยคำเหล่านั้นทำงานในจิตใจของเรา จากนั้นก็เอามาใช้ในชีวิตจริง เมื่อเรารับเอาพระสัญญาที่ได้รับเหล่านั้นเข้ามาใช้ ความเชื่อของเราก็เติบโตขึ้น และเมื่อความเชื่อเพิ่มมากขึ้น ความชูใจและความหวังก็ค่อยๆ เป็นรูปธรรมขึ้นมา

แต่ถ้าเป็นช่วงเวลาที่ตกอยู่ใน ‘ภาวะซึมเศร้า’ ล่ะ (รวมไปถึงความเจ็บป่วยทางจิตใจส่วนใหญ่ด้วย) หลักการความเชื่อเพียงอย่างเดียวกลับไม่ได้ผลนัก ภาวะซึมเศร้ามักทำให้คนเราตกอยู่ในความหดหู่และสิ้นหวัง ไม่ว่าสมองจะคิดอะไรอยู่ก็ตาม การระลึกถึงพระสัญญาของพระเจ้าเป็นสิ่งสำคัญก็จริง แต่ไม่ได้เปลี่ยนสิ่งที่คุณรู้สึกอยู่ ก็เหมือนกับการเป็นไมเกรนนั่นแหละ การเชื่อในพระคำของพระเจ้าเป็นสิ่งจำเป็น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าอาการไมเกรนจะหายไป

 

_____________________

จากความหดหู่สู่ความชูใจ

.

ไม่ว่าเราจะพยายามอ่านพระคัมภีร์แค่ไหน ถ้าจิตใจยังเต็มไปด้วยความหดหู่ ก็แทบจะไม่มีความหวังให้เห็น และในฐานะที่ผมเองเป็นหนึ่งคนที่เผชิญกับภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวลมายาวนาน ผมว่าการพูดกับคนที่กำลังซึมเศร้าว่า “เธอแค่ต้องเชื่อพระเจ้าให้มากขึ้นเท่านั้นเอง” มันไม่ช่วยอะไรเลย

 แล้วทีนี้คุณจะทำยังไงเมื่อต้องเผชิญภาวะซึมเศร้า? คุณจะรักษาความเชื่อไว้อย่างไรในขณะที่ล้มลุกคลุกคลานอยู่ในความมืด?

 

วิธีต่อไปนี้เป็นวิธีที่ช่วยผมได้ เลยอยากลองมาแบ่งปันดูครับ

 

1. แยกให้ออกระหว่าง ‘ความจริง’ กับ ‘ความรู้สึก’

“ภาวะซึมเศร้าทำให้สมองเราปั่นป่วนไปด้วยความจริงแค่ครึ่งเดียวและความคิดที่บิดเบี้ยว”

.

สิ่งสำคัญที่สุดที่ผมเรียนรู้ก็คือ 90% ของช่วงเวลาแห่งความซึมเศร้านั้น ความรู้สึกของผมเดินสวนทางกับความเป็นจริง จำเรื่องนี้เอาไว้ให้ขึ้นใจนะครับเมื่อคุณต้องเผชิญกับความเจ็บป่วยทางจิตใจ

ความรู้สึกแย่เกิดขึ้นจากความผิดปกติในร่างกายผม มาจากสมองที่ไม่ยอมฟังอะไรทั้งนั้น ทั้งที่เรื่องจริงยังไม่มีอะไรแย่ซะหน่อย สมองพังๆ ของผมไม่ยอมรับความเป็นจริง ซึ่งเป็นสิ่งที่พระเจ้าบัญญัติไว้ และมันมั่นคง อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง และไม่เปลี่ยนแปลง ดังนั้นถ้าผมจะพยายามจัดการชีวิตตัวเองหรือสถานการณ์ต่างๆ ผ่านแว่นตาแห่งความซึมเศร้าของผมแล้วล่ะก็ ผมคงแย่แน่ๆ

ขณะที่คุณตกอยู่ในภาวะซึมเศร้า การคิดตัดสินใจเรื่องต่างๆ ในชีวิตเป็นเรื่องที่อันตรายมากเชียวล่ะ อย่าพึ่งด่วนตัดสินเรื่องราวต่างๆ ความสัมพันธ์ หรือชีวิตแต่งงานในช่วงนี้ เพราะคุณจะพลาดจากความจริงไปเยอะเลยทีเดียว

 

2. หาเพื่อนที่คอยเตือนสติคุณได้

“เมื่ออะไรมันเริ่มจะชัด ก็ไม่ยากที่ผมจะเข้าใจและเปิดใจรับพระสัญญาของพระเจ้าได้ดีขึ้น
และเมื่อผมเปิดใจแล้ว ความเชื่อก็เพิ่มขึ้นด้วย”

.

ความซึมเศร้าขังคุณไว้กับความคิดของตัวเอง ทำให้สมองคุณปั่นป่วนไปด้วยความจริงแค่ครึ่งเดียวและความคิดที่บิดเบี้ยว เรื่องจริงกลับเชื่อยากยิ่งกว่านิยาย จึงแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่ความคิดอ่านของคุณจะวิเคราะห์ได้อย่างตรงไปตรงมา เหมือนคุณกำลังมองทุกอย่างกลับหัวอยู่ในห้องกระจกอันมืดมน

ในช่วงเวลาแบบนี้ ผมต้องการใครซักคนที่จะบอกความจริงกับผม ยังไม่ต้องให้คำแนะนำว่าผมควรปรับปรุงตัวเองยังไง แต่ยึดผมไว้ด้วยความจริงเหมือนสมอที่ยึดเรือเอาไว้ ผมต้องการใครสักคนที่จะพูดว่า “ฟังนะ ฉันรู้ว่ามันยากที่จะเชื่อ แต่นี่คือความจริง ก็คือ แม้ตอนนี้คุณรู้สึกเหมือนทุกอย่างพังทลาย แต่พระเจ้ายังอยู่กับคุณ พระองค์ทรงรักคุณและจะไม่ปล่อยให้คุณล้มเหลว”

เวลาที่คุณซึมเศร้า คุณมักอยากหลบหน้าจากผู้คน ผมเข้าใจความรู้สึกนั้นดี มันยากที่จะเปิดประตูให้ใครเข้ามาในห้องแห่งความลับของคุณ แต่คุณต้องการใครสักคนที่จะคอยย้ำเตือนความจริงกับคุณอย่างอ่อนโยน เป็นเพื่อนผู้ซื่อสัตย์ที่จะเดินผ่านหุบเขาเงามัจุราชไปกับคุณ

ความจริงจากปากเพื่อนเป็นเรื่องที่คุณควรยึดเอาไว้ให้มั่น ยิ่งในช่วงเวลาท้อใจแบบนั้น อย่าเชื่อความคิดตัวเอง แต่ให้เชื่อเพื่อนคนที่คุณไว้ใจได้

 

3. ให้แสงส่องถึงจิตใจ

.

“เพียงแค่ 20 นาทีท่ามกลางแสงแดดก็สามารถเยียวยาสมองที่อ่อนล้าและจิตใจที่ห่อเหี่ยวได้”

.

ร่างกายและจิตใจมีความเชื่อมโยงกันอยู่ บ่อยครั้งที่ร่างกายทำหน้าที่เป็นทัพหน้าและจิตใจเป็นเหมือนทัพหลัง เมื่อร่างกายเจ็บป่วย จิตใจก็ถูกฉุดให้ดำดิ่งไปด้วย เหมือนที่ถ่วงน้ำหนักที่มัดไว้ที่ข้อเท้า

ผมค้นพบว่าการเพิ่มความเชื่อให้ได้ผลดีนั้นเริ่มต้นจากร่างกาย เมื่อผมได้ออกกำลังกาย เดินเล่น หรือนั่งชิลๆ ท่ามกลางแสงแดดอ่อนๆ เลือดและออกซิเจนที่สูบฉีดภายในทำให้ร่างกายสดชื่น เมื่อรู้สึกดีขึ้น ผมเริ่มมองอะไรได้ชัดเจนและตรงตามความจริงมากขึ้นกว่าเดิม

ชาร์ล สเปอร์เจียน ผู้ต้องเผชิญกับภาวะซึมเศร้าอยู่บ่อยครั้งได้กล่าวว่า ใช้เวลาสักวันเพื่อสูดอากาศสดชื่นบนภูเขา หรือเดินเที่ยวเตร่ใต้ร่มเงาครึ้มของป่าต้นบีชซักชั่วโมง จะช่วยปัดหยากไย่ในสมองของผู้รับใช้ที่อ่อนล้าที่มีแต่กายแต่ไร้วิญญาณได้ดีทีเดียว อาจจะสูดกลิ่นน้ำทะเลเข้าไปให้เต็มปอด เดินรับลมสักหน่อย ถึงแม้จะไม่ช่วยเสริมสร้างจิตวิญญาณ แต่อย่างน้อยก็เริ่มต้นด้วยการเติมออกซิเจนให้กับร่างกาย ซึ่งก็ดีไม่แพ้กัน”

ถ้าคุณกำลังเศร้า อาจต้องลองออกไปรับแสงแดด ออกไปเดินเล่น หรือวิ่ง นั่งชิลๆ ผิงแดดผึ่งลม จิบกาแฟนิดหน่อยและนั่งดูพระอาทิตย์ขึ้น คุณอาจไม่รู้สึกอยากจะทำมันซักกะนิด คุณอาจจะรู้สึกว่าอยากขังตัวเองอยู่ในห้อง นอนนิ่งๆ อยู่บนเตียง แต่เพียงแค่ 20 นาทีท่ามกลางแสงแดดก็สามารถเยียวยาสมองที่อ่อนล้าและจิตใจที่ห่อเหี่ยวได้จริงๆ นะครับ

Location

29/15 ซอยรามคำแหง 21 ถนนรามคำแหง แขวงพลับพลา เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ 10310

Contact

โทรศัพท์/โทรสาร 02-314 7385
email: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

Opening Hours

จันทร์ - ศุกร์ | 9 น. - 17 น.
เสาร์ - อาทิตย์ | ปิดทำการ

Follow Us

social logo facebook social logo line social logo gplus social logo youtube