fbpx

เรื่องราวบนแผ่นฟิล์ม

Silenced เสียงจากหัวใจ. .ที่ไม่มีใครได้ยิน

ที่มา : https://storylog.co/story/5637a2b03348349620421b5b


รูปภาพที่เกี่ยวข้อง
Photo : http://1.bp.blogspot.com/

 

Silenced เป็นภาพยนตร์สะท้อนปัญหาสังคมจากเกาหลี ที่เล่าถึงเหตุการณ์จริง เมื่อเด็กในโรงเรียนสำหรับ ผู้พิการได้ถูกละเมิดทางเพศ เป็นคดีอื้อฉาวที่มีผู้ต้องหา เป็นทั้งครู ผู้บริหาร กระทั่งครูใหญ่ จนก่อให้เกิดกระแสเรียกร้องอย่างหนักจากลุ่มผู้ชม ให้มีการรื้อฟื้นคดีที่เกิดขึ้น เมื่อ 10 ปีก่อน กลับมาสอบสวนพิจารณากันใหม่อีกครั้ง หนังที่สร้างจากหนังสือของนักเขียนหญิง "กงจียอง" ที่มีเค้าโครงเรื่องมาจากเหตุการณ์เมื่อ 10 ปีก่อน ได้กลายเป็นมากกว่าหนังฮิตเรื่องหนึ่งไปแล้ว เพราะได้สั่นสะเทือนไปถึงทั้งแวดวงการศึกษา และกระบวนการยุติธรรม เมื่อคนส่วนใหญ่ มองว่า ผู้กระทำผิดกลับได้รับผลประโยชน์จากกระบวนการ ยุติธรรมกว่าเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย

ในเรื่องนี้ กงยู รับบทเป็น "คังอินโฮ" ครูหนุ่มผู้มีอดีตอันเจ็บปวดที่ได้เข้าทำหน้า ที่ในโรงเรียนสำหรับเด็กที่มีความผิดปกติทางการได้ยิน แต่กลับพบว่า เด็กนักเรียนของที่นี่ทั้งหญิงและชาย ได้ตกเป็นเหยื่อกามของครูใหญ่ ผู้ทรงอิทธิพลและได้รับการนับหน้าถือตาในชุมชน แม้คังอินโฮ จะพยายามใช้ลู่ทาง ของกฏหมายก็ต้อง พบว่า ทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ และผู้มีหน้ามีตาในหมู่บ้านกลับ เลือกที่จะปกป้องชื่อเสียงของโรงเรียนและชุมชน แทนที่จะให้ความยุติธรรมกับเด็ก ๆ ซ้ำร้ายในชั้นศาล ประวัติที่เคยมีสัมพันธ์ กับนักเรียนของตัวเองของ คังอินโฮ ยังถูกขุดคุ้ยขึ้นมาอีกครั้งด้วย

ภาพยนตร์เรื่อง Silenced ที่ประเทศเกาหลีใต้ มียอดผู้เข้าชมเกือบถึง 4.5 ล้านคนแล้ว และยังคงรักษาตำแหน่ง 10 อันดับแรกของชาร์ต ภาพยนตร์ทำเงินที่ประเทศเกาหลี นับตั้งแต่เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2553

ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์ 4 ตุลาคม 2554 10:29
http://www.gudjungseries.com/product/2393/ma-305-silenced


ใครดูแล้วจะเห็นเลยว่าในหนังเรื่องเดียวเนี่ยมันมีประเด็นปัญหาสังคมเยอะ ทำเอาคนดูสะเทือนใจไปตามๆกัน มันสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาสังคมในเรื่องต่างๆที่เกิดขึ้นในประเทศเกาหลีใต้(เราว่ามันไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในเกาหลีหรอก) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความไม่ยุติธรรมที่เกิดขึ้นในสังคมอันเนื่องมาจากคนที่มีอำนาจมากกดขี่คนที่ไม่มีทางสู้ ปัญหาความรุนแรงในเด็ก การใช้กำลังทำร้ายด็ก ปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศเด็ก ระบบราชการต่างๆที่มันมีปัญหา เช่น ระบบการศึกษา และที่โหดร้ายกว่าคือปัญหาในการที่จะได้รับความช่วยเหลือของเด็กๆ กระบวนการยุติธรรมที่มีปัญหา

ปัญหาเริ่มมาจากครูเล็กๆในโรงเรียนไปจนถึงครูใหญ่สุดของโรงเรียนที่พยายามจะข่มขืนเด็กในโรงเรียนซึ่งเป็นเด็กที่พิการทางการได้ยินทั้งเด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชาย ในหนังเรื่องนี้ยกเด็กที่ตกเป็นเหยื่อมาสามคน คือ ชอนมินซู ชินยูริ และ คิมยอนดู ในส่วนของชอนมินซูนั้น โดนครูปาร์คล่วงละเมิดทางเพศ ถ้าขัดขืนก็จะถูกทำร้ายร่างกาย ไม่ใช่แค่เขาคนเดียวรวมไปถึงน้องชายของเขาด้วย

หนังเปิดเรื่องมาที่น้องชายชอนมินซูถูกรถไฟชน แสดงให้เห็นถึงผลกระทบทางด้านจิตใจที่เขาได้รับจากการถูกกระทำ ส่วนของชินยูรินั้นถูกครูใหญ่ข่มขืนมาตั้งแต่ตอนที่ตัวเองอายุได้ 9 ขวบ และคิมยอนดูก็ถูกครูใหญ่พยายามที่จะใช้กำลังข่มขืนในห้องน้ำหญิง แต่ไม่สำเร็จเพราะเธอเด็กเกินไป ปัญหานี้ถือว่าเป็นปัญหาใหญ่ในโรงเรียน เพราะเกิดขึ้นอยู่บ่อยๆ และ เด็กๆก็พยายามไปแจ้งความแต่ตำรวจก็ไม่ทำอะไรเลยค่า เพราะตำรวจก็ได้เงินปิดปากจากครูนั่นเอง.... เด็กที่ไปแจ้งความถูกส่งกลับมาและถูกครูทำร้าย เหมือนในฉากที่มินซูถูกครูปาร์คทำร้ายในห้องพักครู

ที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นคือ คนที่อยู่ในห้องพักครู ณ เวลานั้น หรือครูคนอื่นกลับไม่มีใครสนใจว่าเขาจะถูกตีถูกทำร้ายยังไง ราวกับว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่เกิดขึ้น

ตรงนี้สะท้อนให้เห็นว่า สังคมเกาหลีเป็นสังคมที่ใช้ความรุนแรง การใช้กำลังในการแก้ปัญหา เป็นสิ่งที่ไม่ผิดในสายตาของคนในสังคม คนอื่นๆก็เห็นว่าเป็นแค่การลงโทษเด็ก และไม่มีใครคิดจะขัด ปล่อยให้เป็นไปตามนั้น หรือคิดได้อีกอย่างหนึ่งคือแม้ว่าจะไม่เห็นด้วยกับการใช้กำลังลงโทษเด็ก แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะไม่มีอำนาจในมือหรือ มีความเกรงกลัวอำนาจเหล่านั้น อยู่เฉยๆเอาตัวเองปลอดภัยไว้ก่อนดีกว่า

เมื่อพระเอกหรืออินโฮย้ายเข้ามา เขาสังเกตเห็นถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับเด็กๆ เด็กดูซึมเศร้าผิดปกติ ผิดวัย จนสุดท้ายเขาร่วมมือกับซอยูจิน นักพิทักษ์สิทธิมนุษยชนในเมืองนั้น สืบและสอบถามเด็กจนรู้ว่าพวกเขาถูกกระทำอย่างไม่ชอบธรรม ทั้งสองคนก็พยายามที่จะช่วยเด็กๆ โดยเอาเรื่องนี้ไปแจ้งความกับตำรวจ แต่ตำรวจก็ไม่สืบสวนสอบถามอะไร ไม่ดำเนินการ เอาเรื่องไปแจ้งที่โรงเรียน โรงเรียนก็บอกว่า การล่วงละเมิดนั้นเกิดนอกเวลาเรียนเป็นหน้าที่ของเทศบาลเมือง

ในขณะที่เทศบาลเมืองก็โยนหน้าที่นี้มาให้โรงเรียน คือไม่มีใครรับช่วยเรื่องนี้เลย จนสุดท้าย เมื่อมีสถานีโทรทัศน์มาขอถ่ายทำเรื่องนี้ ปัญหาจึงได้รับความช่วยเหลือ หลังจากที่เรื่องนี้ถูกนำเสนอ ตำรวจก็จำเป็นต้องทำตามหน้าที่ ไปจับตัวครูปาร์ค ครูลีและครูใหญ่ เตรียมไปว่าความกันในศาล ในฝ่ายพระเอกก็เตรียมหาทนายที่ไว้ใจได้มาช่วย

เมื่อถึงตอนที่ต้องขึ้นศาล ปัญหาแรกที่เห็นคือที่ศาลไม่มีล่ามภาษามือ นั่นหมายความว่า คนหูหนวกที่มาเข้าฟังด้วยก็ไม่สามารถรับรู้ได้ว่าเขาพูด เขาทำอะไรกัน รวมไปถึงเด็กๆที่ตกเป็นเหยื่อด้วย ตรงนี้สะท้อนให้เห็นว่า คนหูหนวกก็ไม่ได้ถูกปฏิบัติอย่างเท่าเทียม เหมือนเป็นประชาชนชั้นสองชั้นสามของสังคม ถูกเอารัดเอาเปรียบ ถูกปฏิบัติต่างไปจากคนปกติในสังคม หรือในฉากตอนใกล้จบของเรื่องที่คนหูหนวกออกมาประท้วงเพราะไม่พอใจผลพิพากษา แต่ก็ไม่มีใครสนใจใยดี

ไม่เพียงเท่านั้น พ่อแม่ของเด็กๆที่ตกเป็นเหยื่อเป็นผู้ที่มีปัญหาทางจิต และไม่มีความรู้ คนกลุ่มนี้ก็ถูกเมินเฉย ถูกละทิ้งจากสังคม และก็ถูกเอาเปรียบเช่นกัน ในตอนที่ฝ่ายครูใหญ่มาขอยอมความ เพียงแค่ให้เงินนิดหน่อย พ่อแม่เด็กก็ยอมความให้ง่ายๆ

ปัญหาใหญ่ๆที่ไม่พูดถึงไม่ได้ก็คือเรื่องหน่วยงานของรัฐและระบอบกระบวนการ ยุติธรรมที่ทำงานล้มเหลว ไม่สามารถเอาคนผิดมาลงโทษได้จริงๆ เรียกได้ว่าล้มเหลว เละเทะทั้งระบบจริงๆ ตั้งแต่ตำรวจ ทนาย ไปจนถึงผู้พิพากษา นอกจากนั้นพยาน หรือผู้เกี่ยวข้องก็ให้การเท็จอีก

เริ่มตั้งแต่ภารโรงที่อยู่เฝ้าโรงเรียนตลอดเวลา กลับบอกว่าไม่เคยเห็นครูใหญ่พาเด็ก เข้าห้อง ฉากที่พระเอกได้ยินเสียงเด็กและเดินตามไปจนถึงหน้าห้องน้ำหญิง ภารโรงก็บอกว่าเป็นเรื่องปกติที่เด็กชอบร้องเสียงดังเพื่อเรียกร้องความสนใจ ซึ่งทั้งหมดไม่ได้เป็นเรื่องจริง เขารู้อยู่แล้วว่าเด็กต้องเจออะไร แต่สิ่งที่ทำให้เขาต้องทำแบบนั้นก็มีสาเหตุมาจากภารโรงคนนี้เคยมีคดีขโมยของที่โรงเรียนเก่า หลังจากออกโรงเรียนนั้นมาก็ไม่มีที่ไหนรับเขาเข้าทำงาน จนครูใหญ่ที่นี่ยอมรับ หากเขาเปิดเผยความจริง โรงเรียนอาจต้องเสียชื่อเสียงและปิดไป สุดท้ายตัวเขาเองก็จะไม่มีทางทำมาหากิน

ตามมาด้วยหมอที่วินิจฉัยเด็ก เขาวินิจฉัยออกมาสองครั้ง โดยครั้งแรกวินิจฉัยว่าเด็กน่าจะถูกข่มขืนมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว แต่กลับเปลี่ยนคำให้ความอีกครั้งว่า การที่เยื่อพรหมจรรย์ฉีกขาดไม่ได้เกี่ยวข้องกับการถูกข่มขืน แต่เบื้องหลังแล้วหมอคนนี้เป็นหัวหน้าสมาคมศิษย์เก่าโรงเรียนมัธยมมูจิน ซึ่งแน่นอนว่า ถูกซื้อตัวมาเหมือนกันและไม่อยากให้เมืองตัวเองเสียชื่อเสียง


ในส่วนของตำรวจนั้น ล้มเหลวตั้งแต่ไม่รับเรื่องแจ้งความ เพราะได้เงินจากครูใหญ่ ผู้พิพากษาก็ได้ตำแหน่งมาเพราะการสนับสนุนจากครูใหญ่ และสุดท้ายทนายที่ช่วยว่าความมาโดยตลอดก็กลับมาหักหลังในตอนท้าย ตามกฎหมายของเกาหลีใต้ถ้าเด็กที่ถูกข่มขืนอายุมากกว่าสิบสามปี คดีสามารถยอมความได้ แต่ยูรินั้นนั้นถูกข่มขืนมาตั้งแต่ป.3 (9ขวบ) แม้ว่าตอนนี้เธอจะอายุ13 ปีแล้วก็ตาม

อินโฮกับยูจินเข้าไปหาหลักฐานจนพบคลิปวิดีโอที่ครูข่มขืนยูริซึ่งเป็นเวลาตั้งแต่ตอนที่เธออายุ9ขวบและเอามาให้ทนายเพื่อใช้เป็นหลักฐานในศาล ทนายบอกว่า จะเปิดให้ศาลดูโดยตรง แต่สุดท้ายทนายก็ไม่ได้ยื่นหลักฐานนี้ให้กับศาล ลุ้นไม่ขึ้นจริงๆเรื่องนี้ กลายเป็นว่าคนที่ทำผิดมหันต์กลับได้รับโทษเพียงน้อยนิด โดยการถูกจำคุกเพียงครึ่งปี ที่ทนายทำอย่างนั้นก็เพราะต้องการความก้าวหน้าในสายงานอาชีพ เพียงเพราะครูใหญ่เสนอจะให้ตำแหน่งในสำนักงานกฎหมาย เขาก็ยอมแล้ว

การกระทำของตัวละครในเรื่องนี้โยงไปถึงปัญหาระบอบอุปถัมภ์ที่มีอยู่ลึกๆในสังคม ตัวครูใหญ่นั้นภายนอกดูเป็นคนดีนะ คอยสนับสนุนช่วยเหลือสังคมอยู่เสมอๆ จนมีคนเคารพนับถือจำนวนมาก อย่างตอนที่ขึ้นศาลก็มีคนมาชุมนุมประท้วงบอกว่าถูกใส่ร้าย การที่เขาคอยช่วยเหลือสังคมก็ถูกนำมาใช้เป็นข้ออ้างในศาลให้ลดโทษให้ เขาสนับสนุน ให้เงินช่วยเหลือชุมชน ช่วยเหลือคนที่เขารู้จัก
เพราะแบบนี้เวลาที่เขาทำเรื่องอะไรไม่ดี คนที่เห็นก็แกล้งทำเป็นไม่เห็น คนในชุมชนที่รู้ก็แกล้งทำเป็นไม่รู้ อย่างตำรวจได้รับเงินหนุน ก็ช่วยปิดบังความจริง หรือเห็นได้ชัดจากภารโรงที่ได้ดีมีงานทำเพราะครูใหญ่ เขาก็ต้องเลือกตัวเองก่อน และครูใหญ่ที่ให้เขาทำงานก็เปรียบเหมือนผู้มีพระคุณ ถ้าพูดความจริงก็เหมือนเป็นการอกตัญญู ทรยศไป หรือผู้พิพากษาก็เจริญก้าวหน้าได้ เพราะมีครูใหญ่คอยให้ความสนับสนุนอยู่ หรือ ทนายความที่สุดท้ายก็เลือกความก้าวหน้าของตัวเองมาก่อนความถูกต้อง เพราะแบบนี้เวลาที่เขาทำเรื่องอะไรไม่ดี คนที่เห็นก็แกล้งทำเป็นไม่เห็น

อีกอย่างที่เห็นจากเรื่องนี้คือ เมื่อคนเราตกอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องเลือกระหว่างความถูกต้องกับความอยู่รอดของตัวเองในสังคม บางคนเลือกให้ความอยู่รอดของตัวเองมาก่อนสิ่งอื่นๆ อย่างตัวภารโรง ยอมพูดโกหก มันเป็นเรื่องที่น่าคิดว่าถ้าหากเราตกอยู่ในสถานการณ์แบบนั้นบ้างเราจะเลือกทางไหน

เรายังจะสามารถยึดความถูกต้องโดยไม่หวั่นไหวได้หรือไม่? แต่บางคน แม้ว่าจะอยู่ในสถานะที่ไม่ได้ดีเท่าไหร่ก็ยังเลือกทำในสิ่งที่ถูก อย่างตัวอินโฮ พระเอกของเรื่อง บ้านของเขาไม่ได้ร่ำรวยอะไร อีกทั้งลูกสาวก็ป่วย ฝ่ายครูใหญ่ก็เสนอว่าจะช่วยเหลือด้านการเงิน รวมถึงช่วยเหลือเด็กที่ตกเป็นเหยื่อให้เรียนจนจบ หากเขายอมหยุดเรื่องนี้ แต่ตัวอินโฮ แม้ว่าจะตกอยู่ในสถานการณ์ต้องเลือก เขาก็มีจิตใจมั่งคง ไม่หวั่นไหว และเลือกทำในสิ่งที่เขาคิดว่าถูกต้องที่สุด ในขณะที่ตัวละครครูใหญ่ และผู้บริหารในโรงเรียนกลับสร้างภาพภายนอกของตัวเองให้ดูดี แต่ที่จริงแล้วข้างในไม่ได้ดีแบบนั้น

เปรียบก็เหมือนแมงกะพรุน ใสแต่มีพิษ
เราจะตัดสินได้ว่าใครดี ไม่ดี ไม่ใช่แค่ดูจากภายนอก ถ้าดูภายนอก ครูใหญ่ไม่มีทางที่จะทำเรื่องแบบนั้นได้ เขาเพิ่งได้รับรางวัลดีเด่นด้านสิทธิมนุษชนจากเทศมนตรีมา อีกทั้งยังเป็นคริสเตียนที่เคร่ง เป็นที่รักของคนในชุมชน ไม่มีทางทำเรื่องเลวร้ายแบบนั้นได้ แต่แท้ที่จริงแล้วทั้งหมดนี้ก็เป็นเพียงภาพลวงตา ภาพที่เขาสร้างมาเพื่อให้ตัวเองดูดีในสังคมเท่านั้น

ยังไม่จบเรื่องครูใหญ่ ความเลวยังไม่หมดแค่นั้น ตัวครูใหญ่ที่มีภรรยาอยู่แล้วก็ไปแอบเป็นชู้กับยูนจาเอ ซึ่งเป็นลูกบุญธรรมของผู้สร้างโรงเรียนและถือว่ามีศักดิ์เป็นน้องสาวบุญธรรมของตัวเอง เป็นสิ่งที่ผิดศีลธรรมจรรยา ตัวยูนจาเองก็ชอบทำร้ายเด็ก นางเคยกดหัวยอนดูในเครื่องซักผ้าจนต้องเข้าโรงพยาบาล ใช้กรรไกรตัดผมยอนดูเพราะเห็นว่าไปยุ่งกับครูใหญ่ นางดูมีปัญหาทางจิต

แต่สิ่งที่เราว่าน่ากลัวที่สุดในเรื่องนี้ก็คือคนในชุมชนหรือคนในสังคมดังกล่าว

น่ากลัวยังไง?

สิ่งที่เลวร้ายไม่น้อยไปกว่าการทำผิดคือการยอมรับการทำผิดนั้นได้ และเห็นเป็นเรื่องปกติ
มีฉากที่แม่พระเอกบอกว่า อย่าเข้าไปยุ่งกับเรื่องนี้ คนแถวนี้เขาก็รู้กันหมดว่ามีอะไรเกิดขึ้นแต่เขาไม่เข้าไปยุ่งกัน ตรงนี้สะท้อนให้เห็นว่าคนในสังคมไม่ยอมทำอะไร ถ้าไม่ใช่เรื่องของตัวเองก็จะอยู่เฉยๆ ไม่เข้าไปยุ่ง แม้ว่าจะเห็นสิ่งที่ผิดอยู่ตรงหน้า หรือเขาอาจมองว่ามันเป็นเรื่องปกติไปแล้วก็ได้ อย่างตอนที่หัวหน้าลีคุยกับตำรวจเรื่องที่ให้พระเอกจ่ายเงินค่าบำรุงการศึกษา เขาอ้างว่าไม่มีงานไหนจะได้มาฟรีๆหรอก มันเป็นสิ่งที่ไม่ถูก แต่เขากลับพูดว่า เงินบำรุงโรงเรียน ไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมาย นั่นคือเขาเห็นว่าเรื่องผิดเป็นสิ่งที่ถูกไปแล้ว คนในสังคมก็เหมือนกัน ถ้าไม่ลุกขึ้นมาทำอะไรเพื่อความถูกต้องบ้าง ปล่อยไว้ก็เป็นอันตราย
เป็นผลร้าย โดยเฉพาะกับคนที่ไม่มีทางจะสู้ อย่างเด็กๆ คนพิการ คนชายขอบที่ถูกกีดกันจากสังคม คนเหล่านี้ต้องมาตกเป็นเหยื่อให้กับคนที่มีอำนาจเหนือกว่า


เรื่องนี้สรุปจบด้วยการบอกว่า แม้สุดท้ายคนทำผิดจะไม่ได้รับโทษอย่างที่ควรได้รับ แต่สิ่งหนึ่งที่เด็กๆได้รับก็คือพวกเขารู้แล้วว่าตัวเองมีค่า สิ่งนี้คือสิ่งที่สำคัญมากสำหรับการใช้ชีวิต


ถ้าไม่เห็นคุณค่าในตัวเอง ก็จะใช้ชีวิตไปวันๆอย่างไร้ค่า ไร้จุดหมาย แต่อย่างน้อยเด็กๆ ก็ได้รู้ว่าพวกเขายังสามารถต่อสู้ในโลกที่โหดร้ายนี้ได้ เราชอบคำหนึ่งที่ยูจินพูดไว้ว่า

เราไม่สามารถเปลี่ยนหรือหยุดโลกใบนี้ได้ แต่เราสามารถหยุดตัวเองไม่ให้เปลี่ยนไปตามโลกนี้ได้
อย่างตอนจบที่มินซูไปหาครูปาร์คเพื่อแก้แค้น มินซูถูกทำร้าย ถูกใช้ความรุนแรงมาตลอดชีวิต แต่กฎหมายไม่สามารถช่วยอะไรได้เลย สุดท้ายเขาที่ถูกใช้ความรุนแรงมาก่อน ก็ใช้สิ่งนี้มาแก้แค้นครูปาร์ค และจบชีวิตลงอย่างน่าเศร้า อาจบอกได้ว่าสังคม สภาพแวดล้อม สิ่งที่เขาต้องพบเจอมีส่วนทำให้เขากลายเป็นแบบนี้

แม้ว่าโลกจะโหดร้ายกับเราเพียงไหน แต่เราก็เลือกได้ เลือกที่จะไม่ทำตัวเองให้โหดร้ายเหมือนกับโลกใบนี้ ถูกปฏิบัติอย่างไม่ยุติธรรมมา เราก็เลือกได้ที่จะไม่ทำแบบนั้นกับคนอื่น

โลกเลวร้าย แต่เราไม่จำเป็นต้องเลวร้าย และชีวิตยังมีทางเลือกเสมอ

Contact

โทรศัพท์ 086 305 3011 , 099 453 8836  email: semsikkha_ram(at)yahoo.com

Location

29/15 ซอยรามคำแหง 21 ถนนรามคำแหง แขวงพลับพลา เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ 10310

Opening Hours

จันทร์ - ศุกร์ | 9 น. - 17 น.
เสาร์ - อาทิตย์ | ปิดทำการ

Follow Us

social logo facebook social logo line social logo gplus social logo youtube