เรื่องราวบนแผ่นฟิล์ม

พรุ่งนี้ตาย หรือจะตายเมื่อไหร่ดี

เขียนโดย ศรินธร รัตน์เจริญขจร
ที่มา : http://happydeathday.co/



Photo : https://minimore.com/b/kPDia/1

 

Die Tomorrow เป็นผลงานหนังสารคดีของ เต๋อ นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ที่สื่อสารเรื่องความตายอย่างตรงไปตรงมา ไม่ได้แทรกแฝงอยู่ในบางฉากของเรื่อง และไม่ได้มีความบันเทิงแอบซ่อนอยู่ในฉากใด แต่หนังชวนให้ขบคิดและระลึกถึงความตายได้ตลอดเรื่องอย่างเนียนๆ



เพื่อให้เล่าถึงหนังเรื่องนี้ได้เข้าใจง่ายขึ้น อาจแบ่งหนังเป็นสองส่วน คือส่วนของการสัมภาษณ์ความเห็น ที่นำเสนอการโต้ตอบของคำถามและคำตอบอย่างตรงไปตรงมา อีกส่วนหนึ่งคือฉากชีวิตผู้คนที่กำลังจะตายและตายไปแล้ว โดยหนังทั้งสองส่วนจะถูกสลับตัดฉับผ่านไปมาและร้อยเรียงด้วยข้อเท็จจริงและ “ตัวเลข”

ส่วนที่เสนอบทสนทนาความคิดเรื่องความตาย เด็กชายที่พูดจาฉะฉานเปรียบการตายว่าคือ “การหายวับไปเลย” และอีกหลายข้อความที่เด็กสื่อสารออกมาอย่างฉลาด แต่ยังคงจับนัยยะได้ว่าความตายนั้นยังอยู่ไกลตัวเด็ก ขณะที่ความคิดของชายชราวัย ๑๐๔ ปีมองความตายเป็นเรื่องใกล้ตัว เป็นชะตากรรม และเป็นความหวังที่อยากจะตาย (เสียที) จริงๆ ยังมีข้อความจากเด็กผู้หญิงอีกคนหนึ่งที่ร้องไห้เมื่อต้องพูดถึงเรื่องความตาย ก็อาจสะท้อนได้ถึงความไม่เข้าใจและความกลัวที่ปะปนอลวนอยู่ในน้ำเสียงของเด็กน้อย

อีกส่วนหนึ่งของหนังคือแต่ละฉากของชีวิตที่สะท้อนถึงเรื่องการตายอย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นคู่สามีภรรยาที่อีกฝ่ายหนึ่งป่วย คู่พี่น้องที่เพิ่งกลับมาพบกัน คู่รักที่อีกฝ่ายหนึ่งกระโดดตึกตาย กลุ่มเพื่อนที่เพิ่งเรียนจบและเต็มไปด้วยความฝัน รวมถึงชีวิตและความตายในวงการมายา ซึ่งหากจะเล่าเรื่องราวทั้งหมด หนังอินดี้ (หนังนอกกระแส) เรื่องนี้จะขายไม่ออก ในที่นี้จึงจะเลือกเฉพาะตอนที่ประทับใจมาเป็นตัวอย่างบางส่วน



เรื่องของคู่สามีภรรยาที่ฝ่ายภรรยาป่วย ต้องอาศัยสายออกซิเจนตลอดเวลา แต่เธอยังคงปฏิบัติต่อสามีอย่างเป็นปกติ คือการตัดเล็บงมือและเท้าให้ รวมถึงบทสนทนาที่พูดถึงความตายอยู่เสมอ ความเจ็บป่วยทำให้เธอพูดถึงความตายจนเป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่สามีของเธอก็จะขัดทุกครั้ง ราวกับว่าจะไม่ยอมให้เธอตาย รวมถึงการต้องเดินทางไปต่างประเทศของสามีที่เธอถามไถ่ดูแลและมองว่าเป็นการซักซ้อมการอยู่คนเดียวของสามีเมื่อชีวิตไม่มีเธอแล้ว มีฉากตอนท้ายเรื่องฉายภาพภรรยาอีกครั้ง โดยเธอนอนอ่านหนังสือแบบไม่มีสายออกซิเจน เป็นภาพเธอคนเดียว เธอคงหายป่วย แต่...สามีของเธอล่ะไปไหน? ยังไม่กลับจากต่างประเทศ หรือตาย?

ตอนนี้นอกจากบทสนทนาที่พยายามพูดถึงความตายให้เป็นเรื่องปกติแล้ว หนังยังใช้ “เสียงของลมหายใจ” ในการสื่อสาร เนื่องจากภรรยาใส่สายออกซิเจนตลอดเวลา ในช่วงหนึ่งของฉากซึ่งสามีเธอผละไป ภาพเธอนั่งนิ่งๆ และ “หายใจ” ด้วยเสียงลมหายใจเข้าออกที่ชัดเจนเป็นจังหวะ ทอดเวลายาวนานนั้น ได้ช่วยเตือนสติเราให้ระลึกรู้ถึงการมีอยู่ของชีวิต...จนต้องสูดลมหายใจเป็นจังหวะตามเธอ

นอกจากสองส่วนของหนังที่เล่าไปข้างต้น หนังยังนำเสนอข้อเท็จจริงเป็นสถิติตัวเลขของการฆ่าตัวตาย และจำนวนคนตายทั่วโลกในทุกๆ วัน เราพบว่าการฆ่าตัวตายด้วยการใช้ปืนยิงที่หัวจะตายเร็วที่สุดไม่เกิน ๒ นาที ส่วนการเลือกวิธีตายด้วยการกระโดดให้รถชนจะใช้เวลานานประมาณ ๒๐ นาที กว่าจะตาย และเมื่อเวลาเคลื่อนไปทุก ๒ วินาที ทั่วโลกจะมีคนตาย ๑ คน หนังยังบอกอะไรมากกว่านั้น หากสังเกตตัวเลขที่มุมบนซ้ายมือของจอหนังตั้งแต่เริ่มเรื่อง เพราะเขาแสดงตัวเลขจับเวลาเอาไว้ เมื่อหนังจบในเวลา ๗๐ นาที ตัวเลขจะแสดงว่าระหว่างนั้นมีคนตายไปแล้วกว่า ๘,๐๐๐ คน

ความตายเป็นความจริงของชีวิตที่มีความหมายยิ่ง เราใช้ชีวิตแต่ละวันไปตามวิถี บางคนมีความฝันถึงอนาคตที่สดใส วางแผนชีวิตว่าจะทำอะไรบ้าง บางคนเลือกให้โชคชะตานำทางชีวิต ไม่วางแผน ไม่ขวนขวาย และอาจมีบางคนที่ใช้ชีวิตอย่างผัดวันประกันพรุ่ง คอยให้พรุ่งนี้มาถึงแล้วจึงลงมือทำ ไม่ว่าเราจะเป็นใคร มีความฝัน มีเป้าหมาย มีชีวิตแบบไหน เราต่างมีชีวิต และเป็นชีวิตที่มีจุดสิ้นสุด ระยะทางของชีวิตแต่ละคนไม่เท่ากัน แต่ระหว่างทางนั้น หากเราได้ระลึกอยู่เสมอว่าเราทุกคนต้องตาย ก็จะดึงสติให้เราอยู่กับความจริงแท้ของชีวิต หนังเรื่องนี้มีส่วนช่วยอย่างมากด้วยการจุดประกายให้เราเกิดมรณานุสสติ ถ้าคุณยังมีชีวิตอยู่ ควรไปดู เพราะเราไม่อาจรู้ได้ว่าพรุ่งนี้เราจะตายหรือยัง?

Contact

โทรศัพท์ 086 305 3011 , 099 453 8836  email: semsikkha_ram(at)yahoo.com

Location

29/15 ซอยรามคำแหง 21 ถนนรามคำแหง แขวงพลับพลา เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ 10310

Opening Hours

จันทร์ - ศุกร์ | 9 น. - 17 น.
เสาร์ - อาทิตย์ | ปิดทำการ

Follow Us

social logo facebook social logo line social logo gplus social logo youtube