เรื่องราวบนแผ่นฟิล์ม

Invictus : ปรองดองในอ้อมกอดไม่อำมหิต

ที่มา : https://www.poppaganda.net/2010/08/24/439/


รูปภาพที่เกี่ยวข้อง
Photo : https://play.google.com/store/movies/

 

“พวกเขาไม่ใช่ศัตรู (ชาวแอฟริกาใต้ผิวขาว) แต่พวกเขาคือหุ้นส่วนทางประชาธิปไตย…? เนลสัน แมนเดล่

invictus_01หนังเรื่อง Invictus (หรือในชื่อไทยที่ฟังแล้วชวนให้ออกไปฝึกวิชาไหมฟ้า อย่าง ?ไร้เทียมทาน?) เปิดฉากด้วยภาพเหตุการณ์หนึ่งซึ่งสามารถสรุปถึงสถานการณ์ในแอฟริกาใต้ในช่วงขณะนั้นได้อย่างครอบคลุม นั่นคือ เป็นภาพที่เนลสัน แมนเดล่าซึ่งถูกปล่อยตัวจากคุกได้รับการแห่แหนไปทั่วเมือง เดินทางผ่านถนนเส้นหนึ่งซึ่งทางฝั่งซ้ายของถนนเป็นกลุ่มคนผิวดำเสื้อขาดรุ่ยที่กำลังเล่นฟุตบอล (ซึ่งเป็นกีฬาซึ่งเป็นที่นิยมในหมู่คนผิวดำ) พวกเขาต่างกู่ร้องยินดีที่แมนเดล่าได้รับอิสรภาพ ต่างจากกลุ่มคนผิวขาวซึ่งกำลังเล่นรักบี้ (ซึ่งเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมในหมู่คนผิวขาว)โดยอาจารย์ผิวขาวได้บอกกับลูกศิษย์ของเขาว่า ประเทศแอฟริกาใต้กำลังจะวุ่นวายและเลวร้ายถึงขีดสุด เพราะผู้ก่อการร้ายได้ถูกปล่อยตัวออกมาแล้ว

ซึ่งนั่นทำให้ผู้ชมได้รับรู้เช่นเดียวกับตัวละครในเรื่องว่า ประเทศแอฟริกาใต้ ต่อจากนี้ไป…ไม่เหมือนเดิม

Invictus เป็นผลงานการกำกับของคลิ้นต์ อีสต์วู้ด ผู้กำกับออสการ์ฝีมือเยี่ยมวัย 80 ปีที่ทำหนังออกมาถี่มากเฉลี่ยแล้วปีละเรื่อง (ทำหนังถี่ไม่แพ้ผู้กำกับหนังไทยที่ชอบทำหนังแบบลวกๆ บางท่านเลย) แถมคุณภาพคับแก้วทุกเรื่อง จนทำให้ผู้กำกับรุ่นหลังยังต้องอาย ถึงแม้จะทำหนังดีออกมาถี่แค่ไหน แต่ดูเหมือนว่าอีสต์วู้ดจะโดนอาถรรพ์อะไรสักอย่างในประเทศไทย จนทำให้ผลงานในช่วงหลังของเขาทั้ง 5 เรื่อง อย่าง Flag of Our Fathers, Letters from Iwo Jima (ได้ชิงออสการ์หนังยอดเยี่ยม), Changeling (แสดงนำโดยแอนเจลีน่า โจลี่), Gran Torino (ทำเงินในอเมริกากว่า 140 ล้าน) และล่าสุดอย่าง Invictus เรื่องนี้ ไม่ได้เข้าฉายในโรงหนังเลยสักเรื่อง แสดงว่าค่ายหนังในเมืองไทยนี่ไม่แคร์สื่อจริงๆ ต่อให้คุณภาพหนังดี, ได้ชิงออสการ์, มีดาราดังแสดงหรือทำเงินเป็น 100 ล้านดอลลาร์ก็ไม่ช่วยอะไร สงสัยคงต้องบอกให้คลินท์ อีสต์วู้ดลองสร้างหนัง 3 มิติแนวล้างผลาญถล่มเมืองดูบ้างซะแล้ว เผื่อจะได้รับการเหลียวแลจากบริษัทจัดจำหน่ายบ้านเราบ้าง

ถึงแม้ว่าตอนที่หนังฉายในอเมริกาใหม่ๆ หนังเรื่องนี้จะไม่อยู่ในกระแสและไม่ถูกพูดถึงโดยนักดูหนังชาวไทยมากนัก แต่พอหนังถูกวางจำหน่ายเป็นดีวีดีในช่วงฟุตบอลโลกที่ผ่านมา ตัวหนังเรื่องนี้กลับได้รับการกล่าวขวัญถึงกว่าช่วงหนังฉายใหม่ๆ เสียอีก และเป็นหนังที่มีหน่วยงานของรัฐและสถานศึกษาหลายที่นำไปเปิดฉายบ่อย ?ซึ่งสาเหตุที่ให้หนังเรื่องนี้เป็นที่ถูกกล่าวขวัญนั้น น่าจะเป็นสาเหตุเดียวกับที่ Hotel Rwanda ได้รับความนิยม นั่นคือหนังที่มาถูกที่ถูกเวลาและสอดคล้องกับสถานการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองในประเทศไทยในยุคปัจจุบัน

ส่วนจะสอดคล้องยังไง และนำไปปรับใช้แก้ปัญหาในสังคมไทยได้อย่างไร นั่นก็สุดแล้วแต่วิจารณญาณและวุฒิภาวะที่สั่งสมมาของผู้มีอำนาจ นักวิชาการละผู้ชมแต่ละท่าน ซึ่งทางผู้เขียนไม่ขอลงลึกตรงส่วนนี้มาก โดยผู้เขียนจะขอกล่าวถึงหนังเรื่องนี้ในขอบเขตแค่ว่า หนังเรื่องนี้น่าสนใจอย่างไรและเพราะเหตุใดหนังเรื่องนี้จึงเป็นหนังที่คนไทยควรดู!

invictus_02เหตุการณ์ในเรื่องเกิดขึ้นที่ประเทศแอฟริกาใต้ ซึ่งมีเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างเชื้อชาติเกิดขึ้นมายาวนานและรุนแรง ไม่แพ้ในประเทศศรีลังกาหรือรวันดาเลย เนื่องจากที่ผ่านมาประเทศนี้เคยถูกปกครองภายใต้นโยบายการแบ่งแยกสีผิว (Apartheid) ระหว่างคนผิวขาวซึ่งจะเป็นชนกลุ่มน้อยที่สืบเชื้อสายมาจากยุโรป แต่ก็เป็นผู้กุมอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจเป็นส่วนใหญ่ กับคนผิวดำซึ่งแม้จะมีจำนวนมากกว่าแต่ก็ไร้ซึ่งปากเสียงและถูกกดขี่จากผู้กุมอำนาจอยู่เสมอ

นโยบาย Apartheid นำมาสู่ปัญหามากมาย ทั้งเหตุการณ์จลาจล การประท้วง การล้อมปราบด้วยอำนาจรัฐ ก่อเกิดเป็นความวุ่นวายในระดับสงครามกลางเมืองมานานหลายปี จนเมื่อสถานการณ์เลวร้ายถึงขีดสุด รัฐบาลบริหารประเทศไม่ได้ ประชาชนแตกแยกกัน เศรษฐกิจตกต่ำ ถูกต่างชาติบอยคอทเนื่องจากมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ทำให้สุดท้ายแอฟริกาใต้จำเป็นต้องเลิกฝืนกระแสแห่งการเปลี่ยนแปลง นโยบายแบ่งแยกสีผิวถูกยกเลิก เปลี่ยนมาชูนโยบายปรองดองแทน ซึ่งนั่นส่งผลไปสู่การปล่อยตัวเนลสัน แมนเดล่า นักต่อสู้เพื่อสิทธิคนผิวดำซึ่งถูกขังอยู่ในคุกนานถึง 27 ปี และได้จัดให้มีการเลือกตั้งขึ้นอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม และในที่สุด แมนเดล่าก็ได้รับเลือกตั้งให้เป็นประธานาธิบดีผิวดำคนแรกของแอฟริกาใต้ในปี 1994

 

invictus_03เนลสัน แมนเดล่าเป็นหนึ่งในบุคคลที่โด่งดังและได้รับการเคารพนับถือที่สุดหนึ่งในโลกยุคสมัยใหม่ ไม่แพ้มหาตมะ คานธีแห่งอินเดียหรือนางอองซานซูจีแห่งพม่าเลย โดยแมนเดลาเป็นนักสู้เพื่อสิทธิที่เท่าเทียมระหว่างคนผิวขาวและดำ เขาเคยต่อสู้ด้วยสันติวิธีและใช้อาวุธมาแล้ว และสุดท้าย เขาก็ถูกจับไปเป็นนักโทษด้วยข้อหาทางการเมืองอยู่ในเรือนจำที่เลวร้ายที่สุดแห่งหนึ่งของโลกถึง 27 ปี จนสุดท้ายก็ถูกปล่อยตัวออกมาและได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีดังที่กล่าวไว้

ทันทีที่แมนเดล่า (ซึ่งคนผิวดำจะเรียกเขาอย่างเคารพว่า มาดิบา ซึ่งเป็นชื่อเชื้อสายตระกูลของเขา ขณะที่คนผิวขาวจะเรียกเขาว่า Mr.President ตามปกติ) ได้รับตำแหน่ง เขาก็ถูกจับตามองทั้งจากฝั่งผิวขาวที่มองเขาอย่างหวาดระแวง และฝ่ายผิวดำที่อยากใช้โอกาสนี้ล้างแค้นคนผิวขาวที่เคยรังแกฝ่ายตัวเองไว้

ซึ่งก็ถือว่าโชคดีที่แอฟริกาใต้ได้แมนเดล่าเป็นประธานาธิบดี เพราะถึงแม้ชื่อของเขาจะไม่พ้องกับศาสดาท่านไหน แต่แมนเดล่าก็ได้ยึดหลักในคำสอนที่สำคัญในศาสนาคริสต์ที่พระเยซูพร่ำสอนไว้ นั่นคือความรักและการให้อภัยนั่นเอง (ในหนังสือชีวประวัติของเขาเคยเขียนไว้ว่า เขาถึงขั้นเชิญนักโทษที่เคยรังแกเขาในเรือนจำมาในงานสาบานตนเป็นประธานาธิบดีของเขาด้วย)

นโยบายการปรองดองของแมนเดล่าไม่ใช่สมานฉันท์ปลอมๆ อย่างบังคับให้ทั้งสองฝ่ายจับมือกันแล้วบอกให้มารักกันนะจุ๊บๆ จับมือร้องเพลง เรามาลืมเรื่องในอดีตทั้งหมดไปซะเถอะ (แต่ลับหลังก็ด่าทออีกฝ่ายหรือรุมทำร้ายคนคิดต่างทั้งทางกายกรรมและวจีกรรม) แต่เป็นการปรองดองที่ควบคู่ไปกับการคืนความยุติธรรมและนิติรัฐให้กับสังคม ใครผิดก็ว่าไปตามผิด ใครไม่ผิดก็คืนอิสรภาพให้ ยอมรับว่าทุกคนมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์เท่ากัน และไม่มีการใช้วิธีตาต่อตาฟันต่อฟัน ใครล่าแม่มดฉันฉันล่าแม่มดตอบ ไม่เถียงว่าการกระทำของฝ่ายผิวขาวที่กระทำกับฝ่ายผิวดำนั้นเลวร้ายและสมควรได้รับการประณามอย่างแน่นอน แต่การใช้วิธีเลวร้ายในการโต้ตอบคนที่กระทำต่อตัวเอง นั่นย่อมทำให้เกิดฟันต่อฟัน และนำไปสู่ความวุ่นวายไม่รู้จบ

แน่นอนว่าเรื่องแบบนี้พูดง่ายแต่ทำยาก การจะให้คนที่เกลียดกันมาหลาย 10 ปีจับมือกันนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย จำเป็นต้องใช้เครื่องมือช่วย และเครื่องมือที่แมนเดล่าใช้ในการนี้ได้แก่ ?กีฬา?

invictus_04กีฬาเป็นสิ่งที่สนใจในมุมมองรัฐศาสตร์ นั่นคือ แม้จะเป็นสิ่งที่เกิดการแบ่งแยกเป็นชาติและปลูกฝังความเป็นท้องถิ่นนิยมมากขึ้น แต่กีฬาก็ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างคนในประเทศดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ดังจะเห็นได้จากการแข่งขันกีฬาต่างๆ อย่างเช่น ฟุตบอลโลก ที่ไม่ว่าจะเป็นชนชั้นไหนในสังคมก็พร้อมจะดีใจร่วมกันเวลาที่ทีมชาติตัวเองได้แชมป์โลก เป็นต้น

ในตอนนั้น แอฟริกาใต้ได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพรักบี้ชิงแชมป์โลกในปี 1995 (หลังจากที่ถูกบอยคอทไม่ให้เข้าแข่งขันในสองครั้งก่อนเนื่องจากนโยบายแบ่งแยกสีผิวของประเทศ) แต่ด้วยฝีมือการเล่นสุดบู่ของทีม ทำให้มีหลายคนสบประมาทว่า ที่แอฟริกาใต้ผ่านเข้ารอบมาได้เนื่องจากใช้สิทธิ์เป็นเจ้าภาพเข้ามา หาใช่จากน้ำยาของทีมตัวเองไม่ แมนเดล่าจึงขอความร่วมมือ ช่วยเหลือจากฟรังซัวร์ พรีนาร์ กัปตันทีม ให้ช่วยพาทีมไปสู่ชัยชนะให้ได้ เพื่อเป็นเครื่องมือนำไปสู่ความสมานฉันท์และความหวังที่จะนำประเทศไปสู่แสงสว่างอีกครั้ง

invictus_05แต่การทำให้คนทั้งชาติหันมาเชียร์ทีมรักบี้แอฟริกาใต้ หรือในชื่อทีมว่า ?สปริงบอกซ์? นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คิด เนื่องจากกีฬารักบี้เองก็มีแง่มุมทางการเมืองซ่อนอยู่เช่นกัน อย่างแรกคือ ในแอฟริกาใต้นั้น กีฬารักบี้เป็นกีฬาของคนผิวขาวซี่งแทบไม่มีคนผิวดำคนไหนสนใจอยากดู, อยากเล่นหรืออยากเชียร์ (ดังจะเห็นได้จากทีมสปริงบอกซ์ที่มีนักกีฬาเป็นคนผิวดำอยู่เพียงคนเดียว) อีกทั้งทีมสปริงบอกซ์และสัญลักษณ์ของทีมนั้นเหมือนเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของยุคการแบ่งแยกสีผิวและเป็นความภูมิใจของชนชั้นปกครองผิวสีขาว ถึงขนาดแมนเดล่ายังเอ่ยขึ้นมาเองว่า ตอนที่อยู่ในคุก เวลาที่มีการแข่งกีฬารักบี้ทีมชาติเกิดขึ้น เหล่านักโทษทั้งหลายจะพากันเชียร์ทีมฝั่งตรงข้ามและคาดหวังให้สปริงบอกซ์พ่ายแพ้ หรือจะเห็นได้ชัดจากฉากที่มีเด็กผิวดำรับของบริจาค พอเขาเห็นว่าของบริจาคเป็นเสื้อกีฬาของทีมสปริงบอกซ์ นั่นก็ทำให้เขาเดินหนีไป ไม่ยอมรับเสื้อตัวนั้นเลย

แผนการขั้นต้นของแมนเดล่าคือ ทำให้ทุกคนยอมรับในทีมสปริงบอกซ์ก่อน โดยเขาซื้อใจคนผิวขาวแม้ว่าเสี่ยงที่จะเสียคะแนนเสียงจากคนผิวดำซึ่งเป็นฐานคะแนนเสียงใหญ่ของเขา ด้วยการคัดค้านการตัดสินใจของกระทรวงกีฬา ที่จะให้เปลี่ยนชื่อทีมและสีธงของทีมสปริงบอกซ์ เพราะแมนเดลามองว่ามันจะเป็นการทำลายความภาคภูมิใจของคนผิวขาวลงไปอย่างสิ้นเชิง ขั้นต่อมา เขาเชิญฟรังซัวร์ พีนาร์มาร่วมทานน้ำชาและขอความร่วมมือในการพาทีมแอฟริกาใต้คว้าถ้วยชิงชนะเลิศมาให้ได้ แต่แน่นอนว่า หนทางสู่ชัยนะนั้นไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เนื่องจากมีทีมคู่แข่งหินๆ อย่างอังกฤษ หรือออลแบล็คของนิวซีแลนด์ขวางหน้าอยู่

แต่ในที่สุดแล้ว อะไรก็เกิดขึ้นได้ และเหตุการณ์หลังจากนั้นก็ถูกบันทึกลงในหน้าประวัติศาสตร์ชิ้นสำคัญของโลก…

invictus_06หนังเรื่องนี้สร้างมาจากหนังสือ Playing the Enemy: Nelson Mandela and the Game That Changed a Nation โดย จอห์น คาร์ลิน โดยชื่อหนัง Invictus เป็นภาษาลาตินแปลว่า ไม่พ่ายแพ้ นำมาจากชื่อบทกวี Invictus ของกวีชาวอังกฤษอย่างวิลเลียม เออร์เนสต์ เฮนลีย์ (1849-1903) มีความสำคัญในเรื่องคือ เป็นบทกวีที่แมนเดล่าบอกว่า ช่วยปลุกกำลังใจเขาในช่วงที่ถูกขังอยู่ในคุกและทำให้เขาสามารถยืนขึ้นได้ในวันที่เขาสมควรจะนอนลงแล้ว และหนังเรื่องนี้ก็ทำหน้าที่เหมือนบทกวี Invictus ทุกประการนั่นคือ ปลุกใจผู้ชมได้อย่างดีเยี่ยม

อ่านจากเนื้อเรื่องย่อและประเด็นที่ผมเขียนไว้ข้างต้น อย่าเพิ่งคิดว่าหนังจะออกมาเครียดหรือดูยาก อันที่จริงแล้วหนังเรื่องนี้เป็นหนังที่ดูง่ายและสนุกกว่าที่คิด โดยประกอบด้วยส่วนผสมระหว่างหนังอัตชีวประวัติและหนังนักกีฬา Underdogรวมกัน ซึ่งอาจจะเป็นสูตรสำเร็จเกินไปสำหรับผู้ชมบางท่าน แต่ถึงกระนั้นหนังเรื่องนี้ก็เป็นหนังสูตรที่มีคุณภาพดีเยี่ยม ซึ่งถือว่าเป็นความสามารถพิเศษของผู้กำกับอย่างอีสต์วู้ดที่สามารถจับเอาเรื่องราวง่ายๆ พื้นๆ มาถ่ายทอดได้อย่างงดงามและทรงพลัง ดังจะเห็นได้จากหนังอย่าง Gran Torino หรือ Million Dollar Baby ที่ถ้าตกไปอยู่ในน้ำมือผู้กำกับที่ฝีมือน้อยกว่านี้ อาจจะทำให้หนังออกมาเป็นเมโลดราม่าที่ชวนเลี่ยนและถูกลืมหลังจากดูจบไปเลยก็ได้

invictus_07แต่สิ่งที่แตกต่างออกไปจากหนังของอีสต์วู้ดในช่วงหลังๆ นั่นคือความ feel good ของมัน ยิ่งเมื่อเทียบว่าโทนในหนังช่วงหลังๆ ของอีสต์วู้ดล้วนแต่แฝงไปด้วยความหม่นเศร้าและมองโลกอย่างเย้ยหยัน ก็ต้องถือว่า Invictus ถือเป็นหนังที่ฟีลกู้ดโคตรๆ เมื่อเทียบกับมาตรฐานของเขาเลยทีเดียว จนอาจถูกมองได้ว่าหนังดู feel good เกินไปสำหรับสถานการณ์ความขัดแย้งในระดับความเกลียดชังระดับนั้นหรือเปล่า และทำให้บรรยากาศสมานฉันท์ตอนท้ายขาดพลังอย่างที่ควรจะเป็น (จนเมื่อเทียบระดับความตึงเครียดแล้ว หนังเรื่องนี้ทำให้ District9 หนังมนุษย์ต่างดาวที่ใช้บรรยากาศการเหยียดสีผิวในแอฟริกาใต้เป็นฉากหลังเหมือนกันกลายเป็นหนังซีเรียสจริงจังไปเลย) แต่นั่นก็ไม่น่าจะเกิดจากอาการมือตกของอีสต์วู้ด เหตุเพราะอีสต์วู้ดก็เคยทำหนังซีเรียสชวนให้ไมเกรนขึ้นมาแล้วหลายเรื่องในอดีตแต่ความ feel good นั้นน่าจะเกิดจากการตั้งธงไว้แล้วของตัวอีสต์วู้ดเองว่าอยากทำหนังเสริมกำลังใจ สร้างความฮึกเหิมมากกว่า และอีสต์วู้ดทำหนังในแนว Feel Goodได้อย่างดีเยี่ยมและแสดงให้เห็นว่า หนัง feel good ที่ได้ผลจริงนั้น ไม่ใช่การมองโลกสดใสอย่างโอเว่อร์จนหลุดไปจากโลกแห่งความเป็นจริงจนลืมตรรกะหรือความน่าจะเป็นทั้งหมด แต่คือการมองเห็นปัญหาทุกอย่างและเลือกที่จะมองโลกในแง่ดี เหมือนที่หนัง Happy-Go-Lucky เคยนำเสนอไว้มากกว่า

แมนเดล่าเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า ถ้ามีการนำเอาชีวประวัติของเขามาสร้างเป็นหนัง นักแสดงที่เหมาะจะเล่นเป็นเขาที่สุด ได้แก่ มอร์แกน ฟรีแมน ด้วยบุคลิกและหน้าตาที่ใกล้เคียงกัน อันที่จริงแล้วฟรีแมนต้องการที่จะนำเอาชีวประวัติของแมนเดลามาถ่ายทอดเป็นหนังมานานแล้ว แต่ยังหาหนังสือหรือวัตถุดิบเหมาะสมที่จะนำมาถ่ายทอดเป็นหนังไม่ได้ เนื่องจากหลักของการทำหนังชีวประวัตินั่น เนื้อเรื่องของหนังควรเน้นไปที่ช่วงระยะเวลาหนึ่งในชีวิตเขามากกว่าการถ่ายทอดเรื่องราวทั้งชีวิต เพราะถ้าเป็นแบบหลังแล้ว มีโอกาสสูงมากที่จะทำให้หนังจะออกมายืดเยื้อและผู้ชมจับประเด็นยาก และช่วงเวลาของแมนเดล่าในการสร้างเป็นหนังที่เหมาะสมที่สุดช่วงหนึ่ง ได้แก่ ช่วงของการแข่งรักบี้ชิงแชมป์โลกนี่เอง ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่คนทั้งโลกยังจดจำได้อยู่เสมอ!

แม้จะมีการใส่แง่มุมที่แสดงให้เห็นว่า ที่จริงแล้ว แมนเดล่าไม่ใช่พ่อพระหรือบุคคลที่ไร้ข้อตำหนิ แต่ถึงกระนั้นแง่มุมที่เป็นข้อบกพร่องของเขาอย่างการมีปัญหากับครอบครัวและทะเลาะกับลูกสาวกลับถูกนำเสนอแบบผ่านๆ จนทำให้สุดท้ายข้อบกพร่องนี้ก็ไม่สามารถถ่วงน้ำหนักภาพลักษณ์พ่อพระของแมนเดลาได้ ภาพในหนังของเขาเป็นภาพของนักการเมืองที่เสียสละและใจกว้างจนถึงขนาดให้อภัยผู้คุมหรือคนที่ทำร้ายเขามาตลอด 27 ปีได้ บวกกับบุคลิกที่อ่อนน้อมถ่อมตน ไม่มีการวางอำนาจ และให้เกียรติทุกคนเท่าเทียมกัน ทำให้ทุกคนอยากทำงานเพื่อเขา ไม่ใช่เพราะถูกบังคับให้ทำแต่เป็นการเต็มใจทำ

invictus_08อีกตัวละครหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันได้แก่ ฟรังซัวร์ พีนาร์ ซึ่งรับบทโดยแม็ตต์ เดมอน เขาเป็นกัปตันทีมที่ได้รับหน้าที่ความรับผิดชอบอันหนักอึ้ง นั่นคือ ต้องดูแลทีมที่นับวันผลการแข่งขันยิ่งดิ่งลงเหวอีกทั้งผู้คนในทีมยังไม่สามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน แต่หลังจากเขาได้พบกับแมนเดล่า ทำให้เขาได้รับแรงบันดาลใจจากแมนเดล่าในการควบคุมทีมและสามารถนำทีมไปสู่ความสำเร็จได้ ?และขณะเดียวกันชัยชนะหลายนัดติดกันของทีมรักบี้ก็ได้ช่วยเป็นกำลังใจให้กับแมนเดล่าและคนทั้งประเทศต่อไปอีกด้วย

จากเหตุการณ์นี้จะเห็นได้ว่า คำพูดที่ว่าแรงบันดาลใจสามารถส่งถึงกันได้ ไม่ใช่คำพูดที่เกินจริงจนเกินไป

หนังยังมีภาพที่เปรียบเทียบให้เห็นถึงการปรองดองและเปิดใจให้อีกฝ่ายแทรกอยู่ตลอดทั้งเรื่อง เช่น การที่บอดี้การ์ด 2 ผิวสีต้องทำงานร่วมกัน ครอบครัวเหยียดผิวของพีนาร์ที่ได้เปิดใจให้กับแมนเดลา และภาพของเด็กกับตำรวจที่ดีใจร่วมกันเมื่อได้ยินข่าวชัยชนะของทีมรักบี้ เป็นต้น ซึ่งภาพเหล่านี้ก็ได้แสดงให้เห็นว่า ไม่ว่าคุณจะแตกต่างกันแต่ไหน มีผิวสีใด มีอำนาจล้นฟ้า หรือเป็นคนไม่มีปากมีเสียง แต่สุดท้ายทุกคนก็คือคนเหมือนกัน ตราบใดที่เราต้องอยู่บนโลกใบเดียวกัน การยอมรับความแตกต่างคือหัวใจของสมานฉันท์

Location

29/15 ซอยรามคำแหง 21 ถนนรามคำแหง แขวงพลับพลา เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ 10310

Contact

โทรศัพท์/โทรสาร 02-314 7385
email: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

Opening Hours

จันทร์ - ศุกร์ | 9 น. - 17 น.
เสาร์ - อาทิตย์ | ปิดทำการ

Follow Us

social logo facebook social logo line social logo gplus social logo youtube