เข้าใจและเปลี่ยนแปลงชีวิต

เผชิญความตายอย่างสงบ

Posted in บทความหมวด 1) ชุดวิชาเข้าใจและเปลี่ยนแปลงชีวิต.

เขียนโดย พระไพศาล วิสาโล
ที่มา : https://www.visalo.org/



Photo : http://osocio.org/

 

เนื่องจากคนที่ตายไปแล้ว เขาไม่ได้กลับมาบอกว่าเขาไปไหนต่อ ส่วนใหญ่ที่เรารู้คือแค่เรื่องเล่า ก่อนอื่นอาตมาต้องอธิบายก่อนว่าในทางพุทธศาสนานั้นเชื่ออย่างไร เราเชื่อว่าตราบใดที่คนยังมีกิเลสอยู่ เราก็ต้องเวียนว่ายตายเกิด

สิ่งที่จะนำพาเราไปสู่สุคติก็คือความดีหรือบุญกุศล สิ่งที่จะนำพาเราไปสู่ทุคติคือความชั่วหรือบาปกรรม ถ้าเราใช้ชีวิตด้วยการทำความดีมาตลอดก็เป็นหลักประกันได้ว่าเราจะได้ไปดี แต่ยังมีปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งนั่นคือคุณภาพจิตในวินาทีสุดท้ายก่อนตาย

อาสันนกรรม คือ กรรมจวนเจียน หรือกรรมใกล้ตาย หรือที่บางคนเรียกว่าจิตสุดท้ายจะมีผลก่อนกรรมอื่นใด ถ้าเราระลึกถึงสิ่งที่ดีงาม ความสงบสุข เราก็จะไปสู่สุคติได้ พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนกับวัวในคอก วัวตัวที่อยู่ชิดประตูคอก ทันทีที่เปิดประตูคอก วัวตัวนั้นจะได้ออกไปก่อนวัวตัวอื่นๆ หมายความกรรมจวนเจียนก่อนตายเป็นกรรมที่จะส่งผลก่อนกรรมอื่น

อาจารย์พุทธทาสเรียกนาทีสุดท้ายของชีวิตว่า ‘นาทีทอง’ เพราะว่าเป็นโอกาสสุดท้ายที่จะวางใจให้เป็นกุศลและนำไปสู่สุคติ กรรมในนาทีนั้นมีอานุภาพมาก เป็นตัวกำหนดภพภูมิที่จะไปเป็นสิ่งแรก

พูดอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่ากรรมอื่นจะไม่ตามไปส่งผล เพียงแต่จะตามไปภายหลัง เปรียบเหมือนกับมีรถติดไฟแดง เมื่อเปลี่ยนเป็นไฟเขียวรถคันหน้าสุดก็จะได้ออกก่อน แต่สักพัก รถคันที่ตามมาข้างหลังก็อาจจะแซงหน้าไปได้ ดังนั้น คนที่ทำความชั่วมามากมายในชีวิต ถ้าในวินาทีสุดท้ายมีใครช่วยนำพาจิตเขาให้น้อมนึกในทางที่ดีได้ เขาก็จะไปสู่สุคติ แต่ถึงอย่างไรวิบากหรือผลจากกรรมชั่วก็จะตามทันในภายหลังอยู่ดี

ทั้งหมดนี้เราไม่มีหลักฐานยืนยันว่าจริงไหม แต่ชาวพุทธเราเชื่อกันอย่างนี้ เพราะมีกล่าวไว้ในพระไตรปิฎก ครูบาอาจารย์ก็สอนมาอย่างนั้น บางท่านสามารถหยั่งเห็นจิตของคนที่ตายไปแล้วด้วย เหล่านี้คือเรื่องความเชื่อ แต่ในความเห็นของอาตมา เชื่ออะไรไม่สำคัญเท่าเชื่ออย่างไร หมายความว่าถ้าเชื่อแล้วเราเป็นคนดี ทำดี คิดดี มีความสุข ก็เชื่อไปเถิดแม้จะหาข้อพิสูจน์แบบวิทยาศาสตร์ไม่ได้

ถ้าเชื่อเรื่องกรรมแล้วทำให้กลัวบาป อยากทำดี ก็ควรเชื่อ แต่ถ้าไม่เชื่อเรื่องกรรม ไม่เชื่อเรื่องบุญบาป เชื่อแต่สิ่งที่พิสูจน์ได้ด้วยวิทยาศาสตร์ แต่มีน้ำใจเสียสละ ช่วยเหลือผู้อื่นอยู่เสมอ เชื่อแบบนี้ไม่เสียหายเชื่อไปเถิด แต่ถ้าเชื่อวิทยาศาสตร์แล้ว มัวแต่เสพสุข เห็นแก่ตัว เอาเปรียบผู้อื่น อาตมาว่าสู้คนที่เชื่อแบบงมงายแต่ชอบทำดีไม่ได้

อาตมาถามว่าความเชื่อเรื่องความตายที่ดี ถ้าเชื่อแล้วดีหรือไม่

อาตมาเชื่อว่าการทำให้คนใกล้ตาย พยายามนึกถึงบุญกุศลหรือสิ่งที่ดีๆ น้อมใจให้เขาปล่อยวาง เป็นสิ่งที่ดีต่อเขา แม้เราไม่รู้ว่าจะมีสวรรค์รอเขาอยู่หรือไม่ แต่อย่างน้อยเขาก็มีความสุขสงบใจในขณะนั้น ไม่ทุรนทุราย ส่วนพวกลูกหลาน แทนที่จะมาร้องห่มร้องไห้ ก็มานั่งร่วมกันนึกถึงสิ่งดีๆ ที่คนใกล้ตายเคยทำ หรือพูดถึงความรู้สึกดีๆ ที่มีต่อเขา

การทำอย่างนั้นก็ย่อมดีต่อพวกเขาด้วย และหากคนที่เขารักตายอย่างสงบ ไม่ทุรนทุราย ญาติพี่น้องจะรู้สึกดีมาก อาตมาเห็นหลายรายที่ยิ้มทั้งน้ำตา แม้คนที่ตายไปนั้นจะเป็นคนที่เขารักอย่างยิ่ง แต่เขาก็ดีใจที่คนรักตายอย่างสงบ

เราไม่รู้หรอกว่าตายแล้วไปไหน ปุถุชนย่อมไม่รู้ เราได้แต่เชื่อเอาเท่านั้น แต่สิ่งที่เห็นชัด คือเมื่อเราฟังสิ่งดี ทำสิ่งดี คิดสิ่งดี เรามีความสุข คนอื่นที่ได้ฟังหรือได้รับรู้ความดีของเราก็มีความสุขเช่นกัน

อาตมาอยากจะยกตัวอย่างประสบการณ์ที่เคยพบเห็น ในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งมีป้าแก่ๆ ใกล้ตายแล้ว แกทุรนทุรายมาก เพราะความเจ็บปวดจากมะเร็ง พยาบาลก็เลยไปช่วยพูดคุย

“คุณป้าคะ ในชีวิตนี้ป้าทำอะไรแล้วมีความสุขที่สุด”
ป้านึกอยู่นาน แล้วตอบว่าตอนที่ไปหล่อองค์พระมีความสุขมาก
พยาบาลก็บอกว่า “ถ้างั้นเราไปหล่อพระกันนะ เราใส่ชุดอะไรกันดีคะ?”

ป้าก็เล่าย้อนไปถึงวันที่แกไปหล่อพระ แต่งตัวอย่างไร ไปทำอะไรบ้าง พบเห็นอะไร พยาบาลก็หยิบเรื่องนี้มาคุยต่อจนแกเห็นภาพในอดีตนั้นอีกครั้ง ในที่สุดความทุรนทุรายก็หายไป แล้วหลังจากนั้นไม่นาน แกก็ไปอย่างสงบ

อีกกรณีหนึ่ง เป็นคนไข้เข้าขั้นโคม่าอยู่ในไอซียู ญาติก็นิมนต์พระให้ไปรับสังฆทาน ท่านสังเกตว่าคนไข้ไม่รู้สึกตัวแล้ว แต่กระตุกเป็นระยะๆ จึงอยากช่วยให้แกไปอย่างสงบ ท่านรู้มาว่าคนป่วยชอบใส่บาตรวันพระ จึงพูดกับคนป่วย “โยม วันนี้เป็นวันพระ ไปใส่บาตรกันนะ คดข้าวใส่ขัน เตรียมอาหารหวานคาวให้พร้อม แล้วไปหน้าบ้านกัน”

พระถามว่า “ซ้ายมือเห็นพระไหม” แกส่ายหน้า “แล้วขวามือล่ะ เห็นพระไหม?”
คราวนี้คนไข้พยักหน้า แล้วก็ยกมือขึ้นพนม
แล้วท่านก็พูดนำให้คนไข้ใส่บาตรทีละรูปๆ จนครบ ๙ รูป ปรากฏว่า พอคนไข้ใส่บาตรจบก็หายกระตุก สงบนิ่ง หลังจากนั้นไม่นานก็จากไปอย่างสงบ

การตายไปอย่างสงบโดยที่ตาปิดสนิท ญาติพี่น้องเห็นแล้วก็สบายใจ มีความสุข ยิ้มทั้งน้ำตา ย่อมดีกว่าการที่ลูกหลานมาร้องให้ฟูมฟายแถมตะโกนว่าอย่างเพิ่งไป อย่างเพิ่งตาย หรือไม่ลูกหลานก็มาเถียงกันเรื่องพินัยกรรมบ้าง เรื่องค่ารักษาพยาบาลบ้าง คนใกล้ตายได้ยินแล้วก็ต้องหน้านิ่วคิ้วขมวด บางคนตายโดยที่ตาไม่ยอมปิด แบบนี้เป็นสิ่งที่อาตมาไม่อยากเห็นเลย

Contact

โทรศัพท์ 086 305 3011 , 099 453 8836  email: semsikkha_ram(at)yahoo.com

Location

29/15 ซอยรามคำแหง 21 ถนนรามคำแหง แขวงพลับพลา เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ 10310

Opening Hours

จันทร์ - ศุกร์ | 9 น. - 17 น.
เสาร์ - อาทิตย์ | ปิดทำการ

Follow Us

social logo facebook social logo line social logo gplus social logo youtube