Error
  • JLIB_APPLICATION_ERROR_COMPONENT_NOT_LOADING
  • Error loading component: com_menus, 1
  • Error loading component: com_media, 1

Articles

Print

แปรเปลี่ยนโลกธรรมดา...เป็นโลกที่มีความสุข

Written by วนิษา เรซ.

โดย วนิษา เรซ

ที่มา : http://www.posttoday.com/

เพลง...ประกอบด้วย ตัวโน้ต...และช่องว่าง ความเงียบระหว่างตัวโน้ต คนมักคิดว่าเพลงที่ไพเราะจะมีตัวโน้ตมากมายร้อยเรียงกันไปเรื่อยๆ ไม่เว้นว่าง แต่นักแต่งเพลงที่ดีย่อมรู้ว่า การ "จัดวางช่องที่มีความเงียบระหว่างตัวโน้ต" ให้เหมาะสม อย่างมีศิลปะเป็นเรื่องจำเป็นมาก ที่จะทำให้เพลงๆ หนึ่งเกิดหรือดับ

ในชีวิตของเราก็มี "ช่องว่างในความเงียบ" มากมาย ไม่ต่างจากบทเพลง เรามักคิดว่าคุณภาพของชีวิตอยู่ที่การทำงาน การเรียน การออกกำลัง การพูดคุยสังสรรค์กับเพื่อน การประชุมกับลูกน้องหรือผู้ถือหุ้น การมีงานอดิเรก การเล่นกับลูก การจัดบ้าน การท่องหนังสือสอบ และอีก ฯลฯ แต่จริงๆ แล้ว สิ่งที่สำคัญมาก ที่เรามักมองข้ามไป ก็คือ "เวลาว่าง" ระหว่างกิจกรรมเหล่านี้ค่ะ

เวลาเราเดินทางไปโรงเรียนหรือไปทำงานและรถติด......เสียงอะไร หรือข้อความอะไรกำลังเล่นอยู่ในหัวของเราคะ?

เวลาที่เรากำลังล้างจานอยู่คนเดียว...เสียงอะไร หรือข้อความอะไรกำลังเล่นอยู่ในหัวของเราคะ?

เวลาที่เรายังไม่หลับตอนกลางดึก...และเหมือนโลกทั้งโลกนี้มีเราอยู่คนเดียว...เสียงอะไร หรือข้อความอะไรกำลังเล่นอยู่ในหัวของเราคะ?

สมองของเราส่งข้อมูลอะไรให้เราตลอดเวลาคะ...เรารู้ตัวไหม? เรารู้ไหมว่า ข้อมูลตรงนี้เป็นตัวกำหนดคุณภาพ คุณภาพชีวิตและวิธีคิดของเราทีเดียว ถ้าเรารู้ทัน...เรารู้ไหมว่า มันเป็นข้อมูลเชิงบวกหรือเชิงลบกันแน่? ปลามักไม่รู้เท่าทันว่ามันว่ายอยู่ในน้ำ...แต่คนเราบางครั้งก็ไม่รู้เช่นกันว่า เราอาศัยอยู่ใน "ที่ว่างรอบตัว" ที่เป็นเชิงบวกหรือลบกันแน่ ลองมาสังเกตดูไหมคะว่า เราใส่ข้อมูลอะไรให้สมองตัวเองในเวลาที่เราไม่รู้ตัว

...ในหัวของคุณเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดของสิ่งที่ไม่ได้ทำ หรือควรทำให้เสร็จแต่คุณทำไม่เสร็จไหมคะ" หรือสมองของคุณกำลังเล่นเพลงโปรดที่คุณชอบฮัม" ฟังเสียงนกร้อง" หรือกำลังย้อนกลับไปคิดที่เพิ่งทะเลาะกับคนที่รักและยังตกลงกันไม่ได้คะ?

เราใช้เวลาในชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในช่องว่างเหล่านี้...ช่องว่างเหล่านี้ คือ คุณภาพชีวิตของเรา ช่องว่างระหว่างตัวโน้ตของเรา

ถ้าเรานั่งอยู่ในรถและเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างและคิด..."ทำไมฉันไม่ทำงานนั้นให้เสร็จตั้งแต่เมื่อวานนะ แย่ที่สุดเลย วันนี้ก็มีงานอีกชิ้นเพิ่มขึ้นมาแล้ว จะทำทันได้ยังไงเนี่ย..." ประโยคนี้มาจาก "นักวิจารณ์ภายใน" ที่เรามีอยู่ในตัวทุกคน มันทำให้เกิดที่ว่างเชิงลบ และผลของมันก็คือ อารมณ์ของเราที่หดหู่ลง และเมื่อเราไปถึงที่ทำงาน เราก็เดินลงจากรถ ก้าวเข้าสู่วันทำงานวันใหม่ด้วยใจที่ไม่สดใสเท่าที่ควร

ดร.กอตแมน ได้ทำวิจัยและพบว่า เขาสามารถทำนายการหย่าร้างได้อย่างถูกต้องถึง 90% เลยทีเดียว...แม่นยิ่งกว่าหมอคอนเฟิร์มอีก ทายสิคะว่า เขาใช้อะไรเป็นตัวชี้วัด...เขาใช้ "คำพูดและการสื่อสารค่ะ"

ดร.กอตแมน พบว่า คู่รักที่กำลังอยู่ในช่วงใกล้หย่าร้าง จะสื่อสารกันด้วยคำพูดเชิงลบถึงห้าครั้ง ก่อนที่จะพูดเชิงบวกเพียงครั้งเดียว นี่ยังไม่รวมถึงการใช้ภาษากายเชิงลบ และการเริ่มต้นประโยคด้วยถ้อยคำชวนทะเลาะอีกด้วยนะคะ ถ้าเป็นเรื่องคนสองคน...ก็ยังหย่าร้างเลิกรากันไปได้ แต่ถ้าเป็นในสมองของเราเองล่ะคะ จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าเราต้องทนฟังตัวเองบ่นว่า วิจารณ์ตัวเรา สถานการณ์รอบตัว และคนรอบตัวในเชิงลบตลอดเวลา...เราหย่ากับตัวเองไม่ได้นี่คะ ผลก็คือ เราจะเริ่มมองตัวเองในแง่ลบ และมองโลกในแง่ร้ายกว่าที่เป็นจริง ผลต่อเนื่องก็คือ เราจะเริ่มทนตัวเองและสถานการณ์รอบๆ ตัวเองได้น้อยลง และความสุขก็กลายเป็นของหายากมากขึ้น

เติมเต็มช่องว่างเชิงบวก...ระหว่างตัวโน้ต ทำอย่างไร ช่องว่างตรงนี้ถึงจะเป็นเชิงบวกขึ้น...ง่ายสำหรับบางคน และยากเหลือเกินสำหรับคนที่กำลังตกอยู่ในห้วงทุกข์สาหัส เพราะคนที่มีความทุกข์...ถ้าว่างจากงานเมื่อไร เป็นคิดเรื่องทุกข์ทันที

ลองตรวจสอบตัวเองดูนะคะว่า ...เวลาที่เรานั่งรอหมอฟัน เวลารถติด เวลาเราว่างๆ เราคิดเรื่องลบที่ทำให้อารมณ์เราแย่ลงหรือไม่ ถ้าใช่...สิ่งที่ได้ผลชะงัดในตอนแรก คือ ให้ลองฟังเทปหรือฟังเพลงที่เป็นเชิงบวก อาจจะเป็นเทปธรรมะ หรือหนังสือที่มีเสียงคนอ่านเรื่องในเชิงให้กำลังใจ ให้ความหวัง...ถ้าเราเจออันที่ถูกใจ จะฟังซ้ำแล้วซ้ำอีกก็ได้ ฟังไปเรื่อยๆ จนเรารู้สึกว่า สมองของเราถูกโปรแกรมด้วยถ้อยคำเชิงบวก

หรือเราอาจเริ่มด้วยการขอให้คนรอบตัวพูดเรื่องที่เป็นเชิงบวกมากขึ้น เราอาจอ่านหนังสือก่อนนอนหรือในเวลาว่างในเรื่องที่เป็นเชิงบวกมากขึ้น ลองเรียนรู้และลอกเลียนแบบวิธีที่ของคนที่มีชีวิตเชิงบวกที่มีความสุข หนังสือธรรมะหลายเล่มก็ให้ความรู้สึกเช่นนั้น...การลอกเลียนในกรณีนี้ไม่เสียหาย เพราะมนุษย์เรียนรู้ผ่านการลอกเลียนอยู่แล้วค่ะ หนูดีเองตอนเรียน ก็ใช้วิธีลอกแบบวิธีคิด วิธีพูด วิธีทำงานของอาจารย์ที่ถือกันว่า เก่งระดับโลกเช่นกัน...ลองสมมติว่าเราเป็นเขาดู แล้วเราจะคิดจะทำอะไรในสถานการณ์แบบนี้ที่เราพบตรงหน้า ลองทำไปเรื่อยๆ จนเป็นธรรมชาติของตัวเอง วิธีนี้พวกเราเรียกกันว่า "ยืนบนไหล่ยักษ์" ค่ะ คือไม่ต้องเสียเวลาเริ่มเองตั้งแต่ต้น แต่ปีนขึ้นไปยืนบนไหล่ยักษ์เลย แล้วมองลงมา...ยืนบนไหล่ยักษ์ก็คิดได้เหมือนยักษ์ไปเอง

และเมื่อเรา "คิดเชิงบวก" เป็นด้วยตัวเองได้อย่างเป็นธรรมชาติแล้ว คราวนี้ก็ง่ายแล้วค่ะ เราก็มาปรับแต่ง จัดวางเรื่องที่เราจะนำมาคิดใน "ช่องว่าง" ของเรา ที่ว่างอันมากมายตรงนี้ ใส่เรื่องเชิงบวกได้มหาศาล

ถ้าคิดไม่ออก...ลองสิ่งที่หนูดีทำก็ได้ค่ะ คือ "ไม่คิดอะไร" แค่มองและสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัว ด้วยใจสงบ ทำตัวเหมือนเป็น "คนดูชีวิต" ตามลมหายใจไปเรื่อยๆ แล้วก็ค่อยๆ สังเกตว่า ตอนนี้เราคิดอะไร รู้สึกอย่างไร โดยไม่เอาตัวเข้าไปคลุกกับทุกสิ่ง...แล้วเพียงแวบเดียว โลกนี้ก็เหมือนจะเป็นจริงยิ่งกว่าทุกครั้ง เหมือนโลกนี้เป็นโลกใหม่ ที่เพิ่งปรากฏอยู่ตรงหน้า มีความสดใหม่ จับต้องได้อย่างไม่น่าเชื่อ...อาจฟังดูประหลาดสำหรับคนไม่เคยลองทำ แต่รับรองว่า เป็นเรื่องแสนธรรมดาสำหรับคนฝึกการตามลมหายใจเป็นประจำ เพราะบางครั้งเราก็หมดมุขการคิดเรื่องบวกเอาง่ายๆ เหมือนกัน...การถอดใจออกจากความคิด เป็นสิ่งที่เป็นกลางที่สุดและทำให้เกิดช่องว่างเชิงบวกมากที่สุดวิธีหนึ่งค่ะ

นอกจากนั้น ก็อาจคิดเรื่องโปรเจกต์สนุกๆ เรื่องการท่องเที่ยว เรื่องคนที่เรารัก เรื่องกิจกรรมที่น่าสนุกที่เรากำลังจะทำ เรื่องการเรียน ...โลกนี้มีเรื่องดีๆ มากมายให้เราเลือกมาเติมเต็ม "ช่องว่าง" ของเรา ให้กลายเป็น "ช่องว่างเชิงบวก" ได้ ขอเพียงเราใส่ใจในการเลือกและฝึกฝนจนเป็นธรรมชาติเท่านั้นเอง

วิทยาศาสตร์ความสุข กับ หนูดี-วนิษา เรซ ผู้เชี่ยวชาญด้านอัจฉริยภาพ ปริญญาโทด้านสมองและการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐ ผู้ก่อตั้งบริษัท อัจฉริยะสร้างได้ เจ้าของและผู้ออกแบบหลักสูตรพัฒนาอัจฉริยภาพ โรงเรียนวนิษา www.mindbrainedu.com และ http://www.vanessa.ac.th/

scroll back to top

Location

Contact

Opening Hours

Follow Us